แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิธีการทำงานยุคใหม่ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิธีการทำงานยุคใหม่ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2561

สมรถนะการทำงานที่ใช่ กับ Style กับทำงานที่เหมาะ

เมื่อสมรรถนะของคนมีไม่เท่ากัน-รูปแบบการทำงานก็ต้องปรับเปลี่ยนไปให้เหมาะสมเช่นกัน

ขอเปลี่ยนกลับไปทำหน้าที่กึ่งๆ HRD อีกสักครั้งนะครับสำหรับการเขียน Blog ในครั้งนี้ ทำให้ย้อนนึกถึงการทำงานในสมัยหนึ่งก่อนที่จะผันตัวออกมาเป็นที่ปรึกษา โดยรับผิดชอบในช่วงเวลาสั้นๆ เพื่อทำหน้าที่เป็น Training manager จนเกือบหันไปเอาดีทางงาน HR ซะแล้ว 555

แต่เอากันจริงๆ แล้ว งานพัฒนาบุคลากรนั้นถือเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิบัติงานในทุก Functional ของงานเลยนะครับ โดยเฉพาะคนที่เป็นหัวหน้างาน หรือคนที่ต้องทำหน้าที่ควบคุมวง Orchestra ของ Supply Chain ยิ่งต้องมีรูปแบบและศิลปะในการจูงใจ โน้มน้าว สั่งการ ควบคุม ช่วยเหลือผู้ปฏิบัติงานอยู่เป็นกิจวัตร ดังนั้นเรามาดูกัน
"เมื่อระดับสมรรถนะของคนในหน่วยงานมีไม่เท่ากัน  แล้วจะมีวิธีการดำเนินงาน สำหรับคนที่มีระดับสมรรถะแตกต่างกันเหล่านี้ได้อย่างไร"

ก่อนอื่นในมุมมองของการจัดการให้เกิดประสิทธิภาพการดำเนินงานตลอดโซ่อุปทาน ตามแนวทางของ SCOR Model ในส่วนของ P-People ได้กำหนดว่าระดับสมรรถนะของผู้ปฏิบัติงานภายในโซ่อุปทานจะแบ่งออกได้เป็น 5 ระดับคือ

  1. ระดับ Novice หรือระดับมือใหม่ ซึ่งยังขาดความรู้ความเข้าใจ
  2. ระดับ Beginner หรือระดับผู้เริ่มต้นในการปฏิบัติงานนั้น ซึ่งยังขาดทักษะในการปฏิบัติงาน
  3. ระดับ Competent หรือระดับการทำงานที่มีความสามารถในการปฏิบัติงานได้ด้วยตัวเอง
  4. ระดับ Proficient หรือระดับการทำงานที่มีมีความชำนาญ ปฏิบัติงานและแก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเอง
  5. ระดับ Expert หรือระดับการทำงานที่มีความเชี่ยวชาญ สามารถจัดการปัญหา และให้คำปรึกษาได้
ดูหลักการของ SCOR ได้ที่ "กลั่น SCOR Model : Model เพื่อการจัดการโซ่อุปทาน ให้เรียนรู้และเข้าใจ ใน 1 Page"


เมื่อเรานำระดับสมรรถนะเหล่านี้มาสร้างความเชื่อมโยงกับลักษณะหรือรูปแบบการดำเนินงานในแบบต่างๆ ออกมาเป็นตารางความสัมพันธ์ หรือ ตาราง Matrix จะทำเห็นรูปแบบการทำงานในแต่ละมิติดังภาพ

ตารางเปรียบเทียบรูปแบบการดำเนินงานที่เหมาะสมตามสมรรถนะของบุคลากร

จากภาพจะเห็นได้ว่า เมื่อเราเปรียบเทียบเทียบระดับสมรรถนะ 5 ด้าน (แนวนอน) กับรูปแบบการดำเนินงานประเภทต่าง (แนวตั้ง) แล้วนำมาสร้างตารางเพื่อดูความเชื่อมโยง พบว่าเป็นดังนี้

  1. ด้านรูปแบบการสั่งการ (Instructions) สำหรับบุคลากรที่อยู่ในระดับ Novice ซึ่งขาดความรู้ความเข้าใจในงานที่ทำ ดังนั้นเมื่อสั่งการจำเป็นต้องใช้การเขียน หรือสั่งการเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติเป็นหลัก การสร้าง WI (Work Instruction) มีความจำเป็นมากสำหรับการทำงานในขั้นนี้ ส่วนระดับสมรรถนะอื่นๆ สามารถสั่งการด้วยคำสั่งที่คุ้นเคย ที่ใช้กันโดยทั่วไปในหน่วยงาน โดยอาจเป็นการสั่งการหรือสื่อสารทางวาจา หรือรูปแบบคำสั่งที่ใช้กันโดยทั่วไปในองค์กร
  2. ด้านสิ่งที่ต้องสื่อสาร (Orientation) ในส่วนนี้เมื่อมีการ Orientation ภายในองค์กรหรือหน่วยงาน สิ่งจำเป็นที่ต้องสื่อสารไปถึงผู้ปฏิบัติงานที่มีระดับสมรรถนะต่างๆ กัน จะเป็นดังนี้คือ
    • ระดับ Novice และระดับ Beginner ควรให้ความสำคัญกับการสื่อสารเรื่องงาน (Task) ที่ต้องทำ เนื่องจากเป็นบุคลการในกลุ่มนี้มุ่งเน้นให้้เกิดการปฏิบัติที่เป็นไปตามระเบียบ วิธีการที่กำหนดไว้เป็นสำคัญ (ควรเสริมสร้างแนวคิดการทำงาน "ของสร้างจากกระบวนการที่ดี" 
    • ระดับ Competent, Proficient และ Expert ควรให้ความสำคัญกับการสื่อสารเรื่องเป้าหมาย (Goal) ที่ต้องการ เนื่องจากเป็นผู้ที่ต้องคอยควบคุม กำกับ และขับเคลื่อนให้งานเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้   
  3. ด้านการตัดสินใจ (Decision Making) ในกลุ่มบุคลากรที่อยู่ในระดับ Novice, Beginner และ Competent ควรพัฒนาให้มีทักษะในการการตัดสินโดยผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นระบบ ส่วนในระดับ Proficient และ Expert จะใช้สัญชาตญาณในการตัดสินใจสูง เนื่องจากต้องการความคล่องตัวและรวดเร็วในการตอบสนองต่อสภาวะแวดล้อมที่เกิดขึ้น ดังนั้นต้องพัฒนาให้มีศักยภาพดังกล่าว เพื่อป้องกันการตัดสินที่ผิดพลาด ซึ่งผู้มีระดับสมรรถนะในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะเป็นผู้บริหารขององค์กร
  4. ด้านการรับรู้ปัญหา (Problem Recognition) โดยเกือบทุกระดับสมรรถนะ จะรับรู้ปัญหาจากการวัดผล (Monitoring) เพื่อบอกปัญหา ยกเว้นระดับสมรรถนะ Expert จะใช้สัญชาตญาณเพื่อรับรู้สภาพของปัญหาหรือความผิดปกติเป็นส่วนใหญ่ 
  5. ด้านการมุ่งเน้น/รับผิดชอบ (Focus on) ในด้านนี้จะแบ่งการมุ่งเน้นออกเป็น 5 กลุ่ม ตามระดับสมรรถนะ คือ
    • ระดับ Novice หรือมือใหม่ จะมุ่งเน้นการปฏิบัติตามกระบวนการทำงานที่กำหนดไว้ โดยต้องปฏิบัติอย่างเข้าใจ และต่อเนื่อง
    • ระดับ Beginner หรือระดับเบื้องต้น จะมุ่งเน้นการนำหลักปฏิบัติต่างๆ (Practice) เทคนิคต่างๆ มาช่วยในการปฏิบัติงาน ดังนั้นเราจำเป็นต้องสอนเครื่องมือต่างๆ ในการทำงานให้คนกลุ่มนี้มากๆ
    • ระดับ Competent หรือระดับมีความสามารถในการปฏิบัติงาน จะมุ่งเน้นผลลัพธ์ของงานที่ได้ปฏิบัติเพื่อพิจารณาว่าตัวชี้วัดเหล่านั้นเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้หรือไม่ ดังนั้นกลุ่มนี้ต้องได้รับการพัฒนาให้ทักษะเรื่องการบริหารให้เป็นไปตามเป้่าหมาย การกำหนดค่าควบคุม จุดควบคุม ในการปฏิบัติงาน
    • ระดับ Proficient  หรือระดับชำนาญ จะมุ่งเน้นการพัฒนาปรับปรุง การทำโครงการต่างๆเพื่อนำมาซึ่งประสิทธิภาพการทำงานที่สูงขึ้น ดังนั้นบุคลากรกลุ่มนี้ ควรได้รับการพัฒนาเรื่องการวางแผนและบริหารโครงการ การควบคุมโครงการ และการประเมินโครงการ เป็นต้น
    • ระดับ Expert หรือระดับเชี่ยวชาญ จะมุ่งเน้นการสร้างและขับเคลื่อนผลลัพธ์ในภาพรวมของหน่วยงาน กลุ่มนี้จำเป็นต้องมีทักษะที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม การกำหนดกลยุทธ์ การกำหนดนโยบาย และการบริหารนโยบายให้สอดคล้องตามกลยุทธ์ขององค์กร เป็นต้น
เป็นไงบ้างครับ "สมรถนะการทำงานที่ใช่ กับ Style กับทำงานที่เหมาะ" น่าจะเป็นประโยชน์และเหมาะสมกับการออกแบบระบบการทำงานที่มีประสิทธิภาพ และช่วยขับเคลื่อนการบริหารจัดการได้ตลอดโซ่อุปทาน การจัดคนและพัฒนาคนให้เหมาะกับงานที่ทำ ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่ง งานที่สอดคล้องตามความสามารถจะทำให้ผู้ทำงานเป็นสุข แต่ถ้าต่ำหรือสูงไปก็จะกลายเป็นทุกข์แทน

ลองไปประยุกต์และปรับใช้กันดูนะครับ 
"เราต้องแยกแยะงานที่ทำให้เหมาะ โดยไม่ต้องยัดเยียดทุกอย่างให้ทำ" 

มงคล  พัชรดำรงกุล
วิทยากร/ที่ปรึกษา/ผู้เชี่ยวชาญการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน 
LineID : naitakeab, Tel 081-8476479 
23  มีนาคม 2561

วันพฤหัสบดีที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2561

ชีวิตการทำงานแนวใหม่ DNA ที่ต้องการ สำหรับงานยุค Industry 4.0

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกและประเทศที่กำลังถูกกล่าวขานว่า เรากำลังเดินเขาสูู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 หรือ Industry 4.0 ทำให้ผมและหลายๆคน ถูกคลื่นนวัตกรรมจากต่างประเทศทั้งปรัชญาการบริหาร เครื่องมือ ผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และอีกมากมายซัดเข้าใส่ แล้วพวกเราควรทำอย่างไรดีกับสภาพที่เป็นเช่นนี้

Blog นี้ของผมครั้งนี้เลยอยากนำเสนอแนวคิดของการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน เพื่อรองรับสภาพการดำเนินงานที่เราจะต้องเจอในอนาคต ซึ่งจริงๆ เราไม่จำเป็นต้องกลัวหรือเป็นกังวลต่อเทคโนโลยีต่างๆ แต่สิ่งสำคัญที่เราต้องทำคือทำความเข้าใจกับมัน และเปลี่ยนแปลงตัวตนน่าจะเป็นปัจจัยสำคัญมากกว่า 


แนวคิดหลัก รองรับการทำงานยุค 4.0
ผมถูกสอนและหล่อหลวมความคิดจนเป็นความเชื่ออย่างน้อย 2 ประการคือ "ของดีสร้างจากกระบวนการที่ดี หรือ Process Oriented" และ "ความคาดหวังของลูกค้าเป็นตัวตั้ง หรือ Market in" เพราะลูกค้ายินดีที่จะจ้างหรือจ่ายเงินให้กับคุณค่า (Value) ที่เขาได้รับ 

เมื่อตกผลึก 2 สิ่งที่คิดได้นี้ เลยเกิด 4 อย่างที่เราต้องเปลี่ยนเพื่อรองรับยุค Industry 4.0 หรือ IOT ปัจจุบันคือ

1. "ฝึกตั้งโจทย์ มากกว่าตอบโจทย์" แค่เรื่องแรกสำหรับมุมมองของผมที่สัมผัสทั้งผู้ปฏิบัติงาน ผู้บริหาร และเจ้าของกิจการต่างๆ มากมาย ขอบอกเลยนี้คืิอโจทย์นี้โคตรหินสำหรับคนไทย เพราะด้วยรูปแบบวิธีการเรียนการสอนตั้งแต่ประถม จนระดับมหาลัย (อาจารย์มีโจทย์มาให้เราหาคำตอบ เจ้านายบอกความต้องการให้ ส่วนเราไปหาวิธีมา) ซึ่งจะเห็นได้ว่าเราถูกฝึกให้ตอบโจทย์กันมาอย่างต่อเนื่อง "เราสามารถตอบโจทย์กันจนเป็นแชมป์โอลิมปิกสายวิชาการเกือบทุกสาขาที่ประกวดในโลก แต่สิ่งหนึ่งที่เราพบเห็นได้น้อยคือ เราไม่สามารถคิดค้นสิ่งใหม่ๆ จนน่าจะเป็นแชมป์ระดับโอลิมปิก"  เราตกเป็นผู้ใช้ของที่ต่างชาติคิดตั้งแต่วัยเด็ก วัยรุ่น วัยทำงาน วันเกษียณ ลองมองดูสิ่งที่เป็นอยู่รอบๆตัวซิครับ แล้วถ้าเราทำได้สิ่งที่เราตั้งโจทย์ขึ้นได้ สิ่งนั้นจะกลายเป็นนวัตกรรม (Innovation) ทันที  ดังนั้นสิ่งแรกที่เราต้องทำ คือ ุเราต้องแกล้งสมอง ต้องฝึกตั้งโจทย์ แล้วเราจะเกิดนวัตกรรมมากมายในหน่วยงาน ในองค์กร ในประเทศ

2. "พัฒนาตน ค้นหาศักยภาพตัวเอง" สิ่งที่ 2 ที่เราต้องทบทวนและเปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่ คือ เราต้องหาให้เจอว่า เรามีดีที่ใด เพราะชีวิตการทำงานในอนาคตเรากำลังจะถูก AI (ปัญญาประดิษฐ์) หรือหุ่นยนต์อัตโนมัติ (Robotics)  ดังนั้นคู่แข่งของไม่ใช้แค่บุคคล แต่เป็นหุ่นยนต์ ซึ่งเริ่มเห็นมากมายแล้วในหลายธุรกิจ เราต้องคิดและทำในสิ่งที่ AI ทำไม่ได้ อย่างหนึ่งที่เราต้องเชื่อคือ เรามีความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการที่สูงกว่า AI หรือหุ่นยนต์ต่างๆ แล้วเรานำจินตการเหล่านั้นมาทำงานหรือไม่ ถ้าทำได้รับรองท่านยังจำเป็น และมีคุณค่ามากกว่า AI แน่นอน และที่สำคัญอาจได้ทำหน้าที่ควบคุมหรือสร้างสรรค์ AI แทน

3. "สร้างคุณค่าที่ลูกค้าอยากได้" ธุรกิจของท่านถ้าจะได้ไปต่อเมื่อมีคนซื้อ และเงินจะออกจากกระเป๋าคนซื้อเมื่อรู้ว่าเขาได้คุณค่าที่ต้องการ ไม่แปลกใช่ไหมที่เราเห็น Start up ใหม่ๆ เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองต่อความต้องการหรือควาดหวังที่ซ่อนอยู่ในตัวลูกค้า จนประสบผลสำเร็จมากมาย เริ่มคิดและเปลี่ยนตัวเองนะครับ เรามีคุณค่าใดที่ขายลูกค้าหรือผู้ซื้อได้หรือไม่ แล้วมันดีกว่าคู่แข่งแล้วใช่หรือไม่ "ทำมากไม่ได้เปลี่ยนว่าจะรวย แต่ถ้าทำให้ถูกใจจะได้ตังค์" หากทำได้เมื่อนั้นรายได้ก็จะเพิ่มขึ้นๆ

4. "มุ่งขจัดความสูญเปล่า" เมื่อเราทำให้มีคนซื้อได้แล้ว แต่เราก็ต้องควบคุมต้นทุนที่ใช้ตอบสนองเหล่านั้นให้ได้เช่นกัน ซึ่งความเป็นจริงต้นทุนทั้งหมดที่เกิดขึ้นมักจะมีความสูญเปล่าแผงอยู่ แล้วความสูญเปล่าคืออะไร ชีวิตการทำงานทุกๆ วัน ท่านยังพบกับกิจกรรมที่ต้อง "ย้ายบ่อย คอยนาน งานผิด ผลิตเกิด เดินเอื้อมหัน ขั้นตอนไร้ค่า ไม่ค้นหาศักยภาพคน"  อยู่หรือไม่ ยิ่งมีเยอะ รูู้ว่าเลยครับท่านมีความสูญเปล่ามากมาก และมันได้ส่งต่อมาเป็นต้นทุนในการดำเนินงานของท่าน สุดท้ายไปจบอยู่ที่ราคาขายของสินค้าและบริการ แล้วท่านมั่นใจใช่ไหม ว่าผู้ซื้อหรือลูกค้ายิ่งดีที่จะจ่ายในราคาเดิมๆ ตลอดไป ดังนั้นเรื่องที่ 4 ที่ต้องทำคือ ใช้ชีวิตทุกวันเพื่อขจัดความสูญเปล่า อยากให้มันเกิดขึ้น อย่าให้มันเติบโตขึ้นมาในองค์กร เมื่อทำได้ต้นทุนของท่านจะลดลง

เป็นไงบ้างครับ 4 แนวทางชีวิตการทำงานยุคใหม่ ที่ต้องเปลี่ยนไปพร้อมอุตสาหกรรม 4.0 ยังมีบทความอื่นๆที่น่าสนใจและติดตามเพิ่มเติมได้อีกนะครับ ติดตามดูได้ที่ https://naitakeab.blogspot.com นะครับ #DNAการทำงาน #วิธีการทำงานยุคใหม่ #การแปลงแปลงในยุค4.0

Naitakeab
25 มกราคม 2561  

Data Literacy: ทักษะที่คนทำงานยุค AI ต้องมี (แต่ความจริงคือ...อาจไม่มีใครรู้จริง)

ในวันที่กระแส AI (Artificial Intelligence) พัดถล่มทุกวงการ ผมได้เห็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจและน่ากังวลไปพร้อมกัน ทั้งในมุมมองของคนรุ่นใหม่ที่ก...