แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Supply Chain แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Supply Chain แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2561

ปรับธุรกิจให้สร้างคุณค่า พัฒนาสู่ GVC (Value Creation to Global Value Chain)

เมื่อเราหยิบสินค้า 1 อย่างที่อยู่รอบๆ ตัวเรา มาพิจารณาถึงองค์ประกอบที่เกิดขึ้นอย่างที่ถ้วน จะพบว่าผ่านการจัดซื้อ/จัดหา การแปรรูป และการจัดส่งจากผู้คนที่เกี่ยวข้องหลายๆคน หลายๆเชื้อชาติ หลายพื้นที่ หลายประเทศที่ผลิต รวมทั้งหลากหลายผู้ใช้งาน 
ความเชื่อมโยงของ Supply Chain - Demand Chain -Value Chain และ Global Value Chain

ใช่แล้วครับ โลกปัจจุบันกำลังเข้าสู่โซ่คุณค่าของโลก (Global Value Chain) อย่างสมบูรณ์ และกลุ่มธุรกิจของไทยที่เข้าไปเกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกับโซ่คุณค่าของโลกนี้ และเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ก็คือ กลุ่มอุตสาหกรรม SMEs ซึ่งจากข้อมูลผลการสำรวจสำมะโนธุรกิจการค้าและอุตสาหกรรม ปี 2560 แสดงให้เห็นว่าจำนวนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ไทย เพิ่มขึ้นเป็น 3,004,679 ราย มีการจ้างงานทั้งสิ้น 11,747,093 ราย โจทย์สำคัญที่เราต้องคิดและกำหนดขึ้นก็คือ “เราต้องทำอย่างไรให้การเชื่อมโยงของ SMEs ไทยในโซ่คุณค่าโลกเส้นนี้มีความแข็งแรง ยั่งยืน และสร้างคุณค่าให้กับประเทศไทยสูงสุด?”

เมื่อกล่าวถึงคำว่า “การบริหาร Chain หรือโซ่” ในโลกของการบริหารจัดการเราควรเข้าใจในเชิงบริบทและความสัมพันธ์ของคำว่า Chain 4 คำที่เป็นคำที่คุ้นหูกันอยู่ในแวดวงการจัดการ นั้นก็คือ
1. Demand Chain หัวใจคือ บริหารสิ่งที่ลูกค้าต้องการให้เกิดขึ้น
2. Supply Chain หัวใจคือ บริหารทรัพยากรเพื่อตอบความความต้องการของลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพ
3. Value Chain หัวใจคือ การค้นหา พัฒนาผลิตภัณฑ์/บริการเพื่อตอบสนองคุณค่าที่ลูกค้าอยากได้
4. Global Value Chain หัวใจคือ แหล่งใดในโลกนี้ที่ควรทำหน้าที่สร้างแต่ละคุณค่าที่ลูกค้าอยากได้


โดยเรื่องของ Value Chain และ Supply Chain เป็นเรื่องที่กล่าวถึงกันมาก และเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางมากขึ้นในปัจจุบัน โดยหากกล่าวถึง Value Chain หลายคนก็จะนึกถึงภาพของ Porter’s Value Chain หรือถ้ากล่าวถึง Supply Chain ก็จะนึกถึง SCOR Model สำหรับผมแล้วพยายามบูรณาการทั้ง 2 องค์ประกอบเข้าด้วยกัน และเชื่อมโยงให้เห็นไปถึงภาพโซ่คุณค่าของโลก (Global Value Chain) ซึ่งจะใช้ปัจจัยต่างๆ ในการพิจารณาคัดเลือกพื้นที่หรือ location ใดๆ ในโลกนี้ที่สามารถสร้าง Value ให้กับ Product หรือ Service ที่เหมาะสมที่สุด ที่ใดที่เหมาะสม ที่นั้นก็จะถูกเลือกเป็นพื้นที่สร้างคุณค่า (Value) และถ้าคุณค่านั้นๆ ถูกกำหนดและสร้างขึ้นจากประเทศไทย ก็น่าจะเป็นการดีอย่างยิ่ง ส่วนปัจจัยใดๆ บ้างที่นำมาพิจารณาดูได้จากภาพนะครับ

จากภาพจะเห็นได้ว่าจุดเริ่มต้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของโช่คุณค่าของโลกจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการจัดการโซ่อุปทาน (Supply Chain) ซึ่งเน้นการบริหารวัตถุดิบหรือทรัพยากรที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมทั้งการให้ความสำคัญกับการจัดการโช่ความต้องการ (Demand Chain) ก็เป็นอีกประเด็นสำคัญที่กิจการต้องดำเนินการควบคุมกันไป โดยมุ่งเน้นการดำเนินการที่ตอบสนองต่อความต้องการลูกค้า และทั้ง 2 องค์ประกอบนี้จะอยู่ภายใต้ภารกิจเดียวกันคือสร้างคุณค่าที่ลูกค้าต้องการ (Value Chain)

ส่วนในวงนอกจะเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการสร้างคุณค่าเพิ่มโดยมีปัจจัยในการพิจารณาทั้งหมด 7 ปัจจัย คือ


  1. เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร คือ ความพร้อมของระบบเทคโนโลยีและการสื่อสารในพื้นที่นั้นๆ ว่ามีประสิทธิภาพตอบสนองต่อการดำเนินธุรกิจอย่างไร
  2. การศึกษา การทดสอบและการฝึกอบรม คือ ระดับความรู้ความสามารถของบุคลากรในพื้นที่ ความพร้อมของหน่วยทดสอบผลิตภัณฑ์หรือการปฏิบัติการต่างๆ ที่เชื่อมโยงกับธุรกิจ ระบบในการฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากร ฝีมือแรงงาน
  3. NGO และระบบมาตรฐานต่างๆ คือ บทบาทขององค์กรภาคเอกชนที่ทำหน้าที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาเมืองมีส่งเสริมหรือไม่อย่างไร รวมทั้งการให้ความสำคัญต่อมาตรฐานต่างๆ ที่จำเป็น เช่น มาตรฐานแรงงาน มาตรฐานคุณคุณภาพ มาตรฐานความปลอดภัย ฯลฯ
  4. การค้าและสมาคมวิชาชีพ คือ บทบาทสมาคมการค้า หรือสมาคมวิชาชีพต่างๆ ช่วยสนับสนุนส่งเสริมมากน้อย
  5. โครงสร้างพื้นฐานและการเงิน คือ สภาพโครงสร้างพื้นฐานและความมั่นคงของระบบการเงิน ค่าจ้าง ภาษี ฯลฯ ของพื้นที่นั้นๆ
  6. สภาพแวดล้อมที่จำเป็น คือ สภาพแวดล้อมของระบบการดำเนินงานต่างๆ ในพื้นที่นั้นมีส่วนส่งเสริมต่อการดำเนินธุรกิจอย่างไร
  7. การอำนวยความสะดวกของรัฐ คือ การอำนวยความสะดวก การส่งเสริมของรัฐ กฎระเบียบ เงื่อนไขการปฏิบัติต่างๆ ที่ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจ
ดังนั้นการบริหารจัดการในมิติต่างๆ จะมีความเชื่อมโยงและสัมพันธ์กันหมด ขยายจากวงเล็กๆ จาก Supply Chain, Demand Chain Value Chain และจาก Value Chain ก็สู่ Global Value Chain

การที่ SMEs จะเติบโตได้อย่างยั่งยืน สิ่งสำคัญที่จะต้องนำมาใช้ในการขับเคลื่อนนั้นก็คือ การสร้างคุณค่าให้เกิดขึ้น (Value Creation) โดยหลักการของการสร้าง Value ภายใต้ 1 ผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นได้มีผู้เชี่ยวชาญได้จำลองภาพการสร้างคุณค่า (Value Creation) เป็นภาพรอยยิ้ม (Smile Curve) ซึ่งแต่ละจุดภายใต้ Smile Curve มีคุณค่าที่เกิดขึ้นไม่เท่ากัน
Value Add จากกิจกรรมต่างๆตลอดกระบวนการทางธุรกิจ
จากภาพ Smile Curve จะเห็นได้ว่ากระบวนการที่สร้าง Value (Value Creation/Value Add) ที่สูงสุดส่วนใหญ่จะเป็นงานเกี่ยวการออกแบบและพัฒนา รวมทั้งการตลาดและขาย ดังนั้นอาจกล่าวได้ “ใครที่เป็นผู้ออกแบบและทำหน้าที่ขายสินค้าได้เอง จะได้ประโยชน์จากมูลค่าของ Product สูงสุด” คำถามคือกิจการของเรา ได้ทำหน้าที่นี้ได้เป็นอย่างดีแล้วใช่หรือไหม ??? หากยังไม่ใช่ เราอยู่จุดใดของ Smile Curve นี้และควรปรับเปลี่ยนหรือวางกลยุทธ์อย่างไรให้เหมาะสม

สิ่งหนึ่งที่เป็นไปได้ หากพบว่าเราไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งใน Value Creation ที่เจ้าของ Product กำหนดไว้ ทางเลือกที่เราควรทำ คือการพัฒนากระบวนการทำงานให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นนวัตกรรมการดำเนินงาน (Process Innovation) และพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ๆ ที่เป็นนวัตกรรม (Product/Service Innovation) ที่มีคุณค่า (Value Creation) และสามารถส่งต่อหรือขยายผลในเชิงพาณิชย์ได้อย่างมั่นใจกลายเป็นนวัตกรรมรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ (Business Model Innovation) ได้ในท้ายที่สุด

ที่สำคัญหากกระบวนการในการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้น กิจการได้มุ่งใช้ Resource อันประกอบไปด้วย Man, Machine, Materials ที่ผลิตและสร้างได้ในประเทศของเรา เมื่อนั้นก็จะกลายเป็นประโยชน์สำหรับประเทศมากยิ่งขึ้น และก่อให้เกิดประโยชน์ต่อคนรุ่นหลังและเตบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

ลองไปทบทวนและประยุกต์ปรับใช้กันดูนะครับ


มงคล  พัชรดำรงกุล
วิทยากร/ที่ปรึกษา/ผู้เชี่ยวชาญการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน 
LineID : naitakeab, Tel 081-8476479 

31  มีนาคม 2561

วันเสาร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

Inventory Management efficiency Framework

สำหรับภาษาไทย

Most of executives and staffs who have the activities in the supply chain and logistics management have to involved in inventory management.

In management term, inventories are the asset that need to manage closely and effectively due to we spend more money to invest in the acquisition and hope to create value added for us. If we unfocused, the result are :

  • Inventories over demand -If we purchase/make to stock, the inventories costs will high and have risk to be outdated, expired, stolen, or lost,the money invested in inventories can not be exploited in other expense.
  • Inventories less than demand- If we kept too little inventories, risk to stock out or shortage. We will lose the opportunity to sell our products and got the money from customers. Moreover, our customer/our market may be replace by the competitors and finally we lost customer.
The necessary to kept inventory because we have to support the uncertainties case such as
  1. Market change
  2. Urgently required from customer
  3. Irregular / Error from Production
  4. Abnormal or wear of Machine
  5. Uncertainty of Supplier

The 5 uncertainties are difficult to control but we able to manage the inventories to be efficiency. How to do? These are the conceptual framework and the relation of  each activities about inventory management, see the picture for more details.

Inventory Management Efficiency Framework

From the picture above, the way to manage inventory effectively should do the following.
  1. Classification to use/not use.  The process of classification the existing inventories are still use or not use. This process like the step 1st S (S-Sort) of 5S concept.
  2. Re-Classification for use items. Once we know what inventories are still use.The next process is re-classify the group of inventories. Normally the inventory  classification techniques is "ABC Classification" but the actually we able classify by other segmentation such as VED (Vital-Essential-Desirable) or SED (Scarce-Difficult-Easy). See more details at "Because Inventory Classification is not only ABC"  
  3. Demand Forecast for each item After re-classify inventories, the next process is demand forecasting. The forecasting accuracy is the important criteria to be consider. Each organization, each time, it is not necessary to use the same forecasting technique. Select the right fit for the your organization.   
  4. Calculate Order Quantity / ROP/ SS. This process are the calculation of order quantity, Safety Stock (SS), ROP (Reorder point) . The technique is often use to calculate are EOQ, MRP, Fixed interval etc. And every time of your calculation, please consider the service level. The result will be efficiency.
  5. Define Parameters in ERP System  The current purchasing system usually works through ERP, so need to be check are update the parameters correctly. 
  6. Source/Purchase Execution  When everything is set, carry out the procurement according to the conditions that we set up. The next process is purchase execution. This process able to use people or e-procurement. depending on the business process of the organization. It should control the operation of the supplier to meet the conditions.
  7. Monitoring/Control/Continuous Improvement  In general, according to the principle of supply chain, key measurement requires that 5 aspects are Reliability, Fast response, Agility, Cost, and Asset management efficiency  See more details about key metric of supply chain performance at the Blog "Performance Pyramid : The key metric to manage and control whole Supply Chain"  The results of monitoring and control are the guidances for the continoues improvement. Many tools and practices able to used for the improvement. Finally, go back to review the inventory is always appropriate.
How do you feel about the conceptual and framework of this inventory management? Is able to make your process to be effective? Hope it's useful for you and someone who read this blog. If your have any question or advice, don't hesitate to contact me.


Mongkol  Patcharadamrongkul
Instructor/Consultant/Expert in Logistics and Supply Chain Management, Thailand 
Tel 081-8476479, E-mail : naitakeab@gmail.com 

10 February 2018

วันพฤหัสบดีที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

Pyramid performance : Core Metrics for inventory management

ภาคภาษาไทย

In the past, I wrote the blog concern about Inventory management around 2-3 blogs such as

Inventory Management efficiency Framework
Inventory Classification by VED-SED
Inventory decoupling point and inventory level

Most of the stories are written from my experienced consulting and my lectures in various organizations. My blog stories would be useful for managers and the responsible person when the adapt to use in their work.

For this blog, I would like to present about inventory management again but will be focus to the metric performance of inventory Management. To validate our working. The performance are good ? What are the performance to  be measure? The results of the measure led to continuous improvement.

Often of my describe about the performance measurement. The pyramid performance picture would be use for my conceptual explanation such as "The Pyramid Performance" for Supply Chain Management" because its clear and visualize. On the top of the pyramid is the final goal. and the step down are performance metrics to be support the top goal.

Likewise, the performance of inventory management. I also used to the pyramid picture to explain.

Pyramid performance for inventory management measurement by Mongkol P., naitakeab@gmail.com


The picture above is the concept of inventory management measurement are defined from the concept of performance measurement in supply chain management .

The good performance should be measured through 5 aspects : Reliability, Fast response, Agility, Cost and Asset management Efficiency. And will have the following key performance indicators:
  1. Reliability, consist of 2 main indicators to measure.
    • Stock out 
    • Stock/Inventory Accuracy
  2. Responsiveness or Fast Response, consist of 2 main indicators to measure. 
    • Stock Aging 
    • Lead time to supply  (Sourcing, Purchasing, Preparing etc.)
  3. Agility, consist of 2 main indicators to measure.
    • Agility/Flexibility Rateอั 
    • Sell-Through Rate or Inventories to Sell Ratio 
  4. Cost, consist of 4 main indicators to measure.
    • Ordering Cost 
    • Material Cost
    • Holding Cost
    • Stock out Cost
  5. Asset Management Efficiency, consist of 4 main indicators to measure.
    • Cash to Cash Cycle Time) - Days
    • Account Payable - Days
    • Account Receivable - Days
    • Inventory Days, that can separate to measure by RM inventory days (Raw material), WIP inventory days (Works in Process) and FG inventory Days (Finish Good)

In Addition, there are also two indicators that are relevant and related to the five performance indicators on the top of pyramid are
  • Demand Forecast Accuracy)
  • Gross Margin) 

If anyone wants to know the calculation or the method to measure in each metrics,please do not hesitate to contact me or follow me in next blog. Any questions and suggestions are welcome. See you next time.

Mongkol  Patcharadamrongkul
Instructor/Consultant/ Expert in Logistics and Supply Chain Management, Thailand 
Tel 081-8476479, E-mail : naitakeab@gmail.com 

08 February 2018

วันพุธที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2561

สร้างคุณค่า-พัฒนาสู่ห่วงโซ่คุณค่าของโลก (Value Creation to Global Value Chain)

เมื่อ 22 ธันวาคม 2560 ผมได้รับเชิญจากกองโลจิสติกส์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ไปบรรยายเรื่อง “Global Supply Chain Management” หลังการบรรยายเสร็จว่าคิดว่าเดี๋ยวจะกลับมาเขียน Blog เรื่องนี้สักหน่อย เพราะเห็นว่าสำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ที่สนใจองค์ความรู้ด้านการจัดการ Supply Chain, Value Chain รวมทั้งผู้ที่ต้องทำหน้าที่ในการกำหนด Strategy ทั้งในระดับ Micro และ Macro  แต่จนแล้วจนรอด ผ่านไปเกือบเดือน เพิ่งมีเวลาได้ลงมือเขียน เพราะต้องใช้ชีวิตส่วนหนึ่งทำมาหาเลี้ยงชีพให้ได้ก่อน 555 เอาล่ะเรามาดูกันว่าทำไมเรื่องนี้สำคัญ และจำเป็นต้องรู้
ก่อนอื่นมันมีคำอยู่ 4 คำเกี่ยวกับ Chain ในโลกของการบริหารจัดการที่ เราจะต้องสร้างความเข้าใจในเชิงบริบทและความสัมพันธ์ก่อนให้ได้ คำ 4 ที่ว่านั้น ก็คือ
  1. Demand Chain หัวใจคือ บริหารสิ่งที่ลูกค้าต้องการให้เกิดขึ้น
  2. Supply Chain หัวใจคือ บริหารทรัพยากเพื่อตอบความความต้องการของลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพ
  3. Value Chain หัวใจคือ การค้นหา พัฒนาผลิตภัณฑ์/บริการเพื่อตอบสนองคุณค่าที่ลูกค้อยากได้
  4. Global Value Chain หัวใจ คือ แหล่งใดในโลกนี้ที่ควรทำหน้าที่สร้างแต่ละคุณค่าที่ลูกค้าอยากได้
เรื่องของ Value Chain และ Supply Chain เป็นเรื่องที่กล่าวถึงกันมาก โดยหากกล่าวถึง Value Chain หลายคนก็จะนึกถึงภาพของ Porter’s Value Chain หรือถ้ากล่าวถึง Supply Chin ก็จะนึกถึง SCOR Model แต่สำหรับผมแล้ว ผมไม่ได้ยึดของค่ายใดเป็นตัวตั้ง แต่นำมาบูรณาการใช้ทั้ง 2 ภาพ แล้วสร้างเป็นแผนภาพความสัมพันธ์ให้เชื่อมโยงกัน และเกิดการครอบคลุม Chain ทั้ง 3 คำแรก ดังภาพ
VC-SC.jpg
ส่วนเรื่องของ Global Value Chain นั้นเป็นเรื่องของการพิจารณาเรื่องพื้นที่หรือ location ใดในโลกนี้ที่สามารถสร้าง Value ให้กับ Product หรือ Service ที่เหมาะสมที่สุด โดยหลักการของการสร้าง Value ภายใต้ 1 ผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นได้มีผู้เชี่ยวชาญได้จำลองภาพการสร้างคุณค่า (Value Creation) เป็นภาพรอยยิ้ม (Smile Curve) ซึ่งแต่ละจุดภายใต้ Smile Curve มีคุณค่าที่เกิดขึ้นไม่เท่ากัน
จากภาพ Smile Curve จะเห็นได้ว่ากระบวนการที่สร้าง Value (Value Creation/Value Add) ที่สูงสุดส่วนใหญ่จะเป็นงานเกี่ยวการออกแบบและพัฒนา รวมทั้งการตลาดและขาย ดังนั้นอาจกล่าวได้ “ใครที่เป็นผู้ออกแบบและทำหน้าที่ขายสินค้าได้เอง” จะได้ประโยชน์จากมูลค่าของ Product สูงสุด คำถามคือกิจการของเรา ประเทศของเรา ได้ทำหน้าที่นี้ได้เป็นอย่างดีแล้วใช่หรือไหม ???
ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ การผลิต iPhone ได้มีเมื่อการศึกษาและเผยแพร่โดย DUPress.com ให้เห็นถึงมูลค่าที่เกิดขึ้นจากสินค้า Smartphone ประเทศที่ทำหน้าที่ประกอบคือ จีน (ได้ค่าประกอบ 24.63$) ซึ่งสร้าง Value จากวัตถุดิบที่รับมาจากเกาหลี เยอรมันนี   ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น และอื่นๆ 6.54$ และสินค้าออกจากโรงงานในมูลค่า 194.04$ ในขณะที่ร้านค้าปลีกจำหน่ายในราคา 600$ โดยมีมูลค่าเพิ่มจาก Distribution 90.63$ และอื่นๆอีก 45.95$ (ซึ่งอาจคาดได้ว่าคือมูลค่าที่เจ้าของ Product ได้รับต่อเครื่อง)
Value Creation
จากภาพนี้ถ้าเรามองเป็น Global Value Chain จะค้นพบได้ว่าประเทศไทยเอง หรือผู้ประกอบการในไทยเองไม่ได้เป็น Key หลักในการสร้าง Value ให้กับ Product ชิ้นนี้ ทั้งๆ ที่ในการดำเนินงานจริงมีบริษัทในไทยประมาณ 20 บริษัท ที่ทำหน้าที่ Supply วัตถุดิบ(RM) ให้กับ Product ตัวนี้
เหตุที่เป็นเช่นนั้น เนื่องด้วยยุทธศาสตร์ของโลก (ขออนุญาตใช้คำนี้ เนื่องจากผมมองว่าใกล้เคียงกับสิ่งที่ผมคิดมากสุด) มองว่าประเทศที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ของโลกปัจจุบันมี 3  ประเทศ  (อเมริกา จีน เยอรมัน) โดยมีการเปลี่ยนแแปลงไปจากอดีตดังภาพ และน่าเสียดายที่การเปลี่ยนแปลงแต่ละครั้ง ประเทศไทยไม่เคยได้เป็นจุด Core หลัก ในยุทธศาสตร์นั้นๆ โดยเราเป็นแค่ส่วนหนึ่งของการเชื่อมโยงกับจุดยุทธศาสตร์หลักของโลก โดยในปี 2015 เราเชื่อมโยงกับประเทศจีนเป็นหลัก ดังภาพ
GVC Structure
ดังนั้นจะเห็นได้ว่า แนวคิดเรื่องการบริหารคุณค่า (Value Creation) เป็นเรื่องสำคัญและเป็นความจำเป็นสำหรับการบริหารธุรกิจสู่ความยั่งยืน เนื่องจากความเชื่อมโยงกันของกิจกรรมต่างๆ ทั่วโลกผ่านระบบเทคโนโลยีที่พัฒนาและเติบโตขึ้น ทำให้การเคลื่อนย้ายทุน วัตถุดิบและสินค้า สามารถดำเนินการได้โดยง่าย จะพบว่าสินค้าส่วนใหญ่ที่จำหน่ายในตลาดทั่วโลกมาจากวัตถุดิบจากหลายแหล่ง หลายประเทศ แล้วทำการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศนั้น หรือกระจายสินค้าไปทั่วโลก หากจะทำให้เราเติบโตภายใต้ Global Value Chain ได้ เราจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนตัวเรา โดยผลการศึกษาได้ระบุุปัจจัยที่กำหนด Global Value Chain ควรเป็นสิ่งใดบ้าง พิจารณาได้จากภาพ
GVC
จากภาพจะเห็นได้ว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อการสร้างคุณค่าเพิ่มในพื้นที่ หรือประเทศใดๆ นั้น มีปัจจัยในการพิจารณาทั้งหมด  7 ปัจจัย คือ
  1. เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร คือ ความพร้อมของระบบเทคโนโลยีและการสื่อสารในพื้นที่นั้นๆ ว่ามีประสิทธิภาพตอบสนองต่อการดำเนินธุรกิจอย่างไร
  2. การศึกษา การทดสอบและการฝึกอบรม คือ ระดับความรู้ความสามารถของบุคลากรในพื้นที่ ความพร้อมของหน่วยทดสอบผลิตภัณฑ์หรือการปฏิบัติการต่างๆ ที่เชื่อมโยงกับธุรกิจ ระบบในการฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากร ฝีมือแรงงาน
  3. NGO และระบบมาตรฐานต่างๆ คือ บทบาทขององค์กรภาคเอกชนที่ทำหน้าที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาเมืองมีส่งเสริมหรือไม่อย่างไร รวมทั้งการให้ความสำคัญต่อมาตรฐานต่างๆ ที่จำเป็น เช่น มาตรฐานแรงงาน มาตรฐานคุณคุณภาพ มาตรฐานความปลอดภัย ฯลฯ
  4. การค้าและสมาคมวิชาชีพ คือ บทบาทสมาคมการค้า หรือสมาคมวิชาชีพต่างๆ ช่วยสนับสนุนส่งเสริมมากน้อย
  5. โครงสร้างพื้นฐานและการเงิน คือ สภาพโครงสร้างพื้นฐานและความมั่นคงของระบบการเงิน ค่าจ้าง ภาษี ฯลฯ ของพื้นที่นั้นๆ
  6. สภาพแวดล้อมที่จำเป็น คือ สภาพแวดล้อมของระบบการดำเนินงานต่างๆ ในพื้นที่นั้นมีส่วนส่งเสริมต่อการดำเนินธุรกิจอย่างไร
  7. การอำนวยความสะดวกของรัฐ คือ การอำนวยความสะดวก การส่งเสริมของรัฐ กฎระเบียบ เงื่อนไขการปฏิบัติต่างๆ ที่ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจ
ส่วน Supply Chain เน้นการบริหารวัตถุดิบหรือทรัพยากรที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุด และ Demand Chain เน้นการดำเนินที่ตอบสนองความต้องการลูกค้า โดยทั้งหมดจากอยู่ภายใต้ภารกิจเดียวกันคือสร้างคุณค่าที่ลูกค้าต้องการ (Value Chain)
จากทั้งหมดที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าการบริหารจัดการในมิติต่างๆ จะมีความเชื่อมโยงและสัมพันธ์กันหมด ขยายจากวงเล็กๆ จาก Supply Chain, Demand Chain สู่ Value Chain และจาก Value Chain ก็สู่ Global Value Chain
สุดท้ายหากเราไม่เป็นส่วนหนึ่งใน Value Creation ที่เจ้าของ Product กำหนดไว้ เมื่อนั้นประเทศไทยก็จะไม่เป็นที่ต้องการในเกมธุรกิจของโลก หรืออีกทางเลือกที่เราควรทำ คือ ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นผู้ออกแบบและพัฒนา Product เป็นเจ้าของ Product เอง จำหน่ายเอง มุ่งใช้ Resource (Man, Machine, Material) ที่ผลิตและสร้างได้ในประเทศของเรา เมื่อนั้นเราก็จะไปได้ต่อไป
ส่วนสภาพความเป็นจริงเป็นไง ลองสำรวจตัวเอง และสิ่งรอบๆ ตัวเองนะครับว่าเป็นไง แล้วท่านจะเข้าใจ #การจัดการโซ่อุปทาน #ห่วงโซ่คุณค่าของโลก #Global Value Chain 
มงคล  พัชรดำรงกุล
วิทยากร/ที่ปรึกษา/ผู้เชี่ยวชาญการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน 
LineID : naitakeab, Tel 081-8476479
19 มกราคม 2561

วันจันทร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2561

กลั่น SCOR Model : Model เพื่อการจัดการโซ่อุปทาน ให้เรียนรู้และเข้าใจ ใน 1 Page

ชีวิตการทำงานส่วนใหญ่ของผมจะเกี่ยวข้องอยู่เกี่ยวกับการพัฒนาตลอดโซ่อุปทานซะส่วนใหญ่ และบ่อยครั้งได้บรรยายตัวแบบในการพัฒนาด้าน Supply Chain ที่มีชื่อเรียกขานว่า SCOR แต่ก็ไม่เคยเรียบเรียงทำเป็นภาพสรุปให้เห็นแบบชัดๆ กระชับๆ เข้าใจง่ายสักที 

จนมีหลายคนและหลายวงเสวนามีคำถามหลายครั้งฝากบอกผมว่า ช่วยทำให้เห็นภาพ SCOR ver.11 ทั้ง 976 หน้า โดยย่อยให้เหลือ 1 หน้าได้ไหม เอาแบบภาษาง่ายๆ ด้วยนะ เอาเหมือนที่อาจารย์สอน และวิชาการน้อยๆ นำไปประยุกต์ใช้ได้ด้วย...หุหุ เจอโจทย์ยากเลย


Update ข้อมูลเพิ่มเติมครับ ตอนนี้ SCOR ออก Revision ใหม่เป็นที่เรียบร้อยเมื่อ 16 ตุลาคม 2560 เป็น SCOR 12.0 แล้ว แต่โครงสร้างไม่แตกต่างไปจากเดิมมากนัก แต่ก็พัฒนาไปเยอะเช่นกัน ยังไงก็ดูจาก Blog นี้เป็นฐานไปก่อน แล้วไปอ่านต่อได้ที่ Blog
 "SCOR 12.0 : Version ใหม่ล่าสุด ของการจัดการโซ่อุปทานจาก APICS"

และแล้วความต้องการในวันนั้น เลยทำให้วันนี้มีโอกาส เลยจัดการย่อยมันให้เห็น 1 Page ใน Version ภาษาไทย แต่ปน English บ้างไปหน่อย แต่การอธิบายอาจจะมากกว่า 1 Page นะครับ ลองดูกัน ฮิฮิ
SCOR Structure-1

ทั้งนี้ SCOR 1 Page ที่ย่อยมาจาก SCOR model ver.11 นั้น จะประกอบด้วย 3 ส่วนประกอบสำคัญดังนี้

1.  ขอบเขตการดำเนินงานของตัวแบบ SCOR สามารถจัดแบ่งได้ 4 ระดับ
  • ระดับที่ 1 - ระดับกระบวนการ (Process Type) ระดับนี้เป็นระดับสูงสุด โดยเป็นการระบุถึงขอบเขตและส่วนประกอบต่างๆ ของการจัดการซัพพลายเชน โดยพิจารณาถึง 6 กระบวนการดำเนิงานมาตรฐานของการจัดการโซ่อุปทาน (คือ กระบวนการ Plan Source Make Deliver Return Enable) ว่ามีกระบวนการใดบ้างที่ธุรกิจต้องดำเนินการบริหารจัดการ เช่น หากสถานประกอบการดำเนินธุรกิจกิจซื้อมา-ขายไป หรือให้บริการ ก็ไม่ต้องมีจัดการเกี่ยวกับกระบวนการ Make  แต่หากมีกระบวนการในการแปรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ก็จำเป็นต้องมีการจัดการเกี่ยวกับกระบวนการ Make ด้วย และเมื่อระบุขอบเขตของกระบวนงานที่เกี่ยวข้องได้แล้ว ในขั้นตอนนี้ยังต้องกำหนดเป้าหมายของตัวชี้วัดประสิทธิผลของการดำเนินงานของซัพพลายเชนในระดับกลยุทธ์เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ ว่าให้สถานประกอบการให้ความสำคัญกับเรื่องใด ภายใต้สมรรถนะหลัก 5 ด้าน หรือ P-Performance  อันได้แก่ Reliability Responsiveness Agility Cost และ Asset Management Efficiency
  • ระดับที่ 2-ระดับประเภทกระบวนการ (Process Categories) ระดับนี้เป็นระดับของการกำหนดองค์ประกอบหรือประเภทของของกระบวนการที่เกี่ยวข้อง โดยเป็นการขยายให้เห็นถึงกระบวนการต่างๆที่มีอยู่ในระบบซัพพลายเชนว่ากระบวนการดำเนินงานที่ได้ระบุขอบเขตไว้นั้นเป็นแบบประเภทใด เช่น สถานประกอบการมีกระบวนการผลิตที่ต้องดำเนินการจัดการ ในกระบวนการผลิตที่ต้องจัดการนั้นเป็นแบบผลิตตามคำสั่งซื้อ (M2-Make to order) หรือแบบการผลิตเพื่อเก็บเป็น Stock (M1-Make to stock) เป็นต้น นอกจากนี้ยังเป็นการกำหนดกลยุทธ์ในการดำเนินงานว่าให้ความสำคัญกับกระบวนการดำเนินงานและประเภทของกระบวนการดำเนินการใดเป็นสำคัญภายใต้ระบบซัพพลายเชนนั้น เช่น มุ่งเน้นให้การจัดหาวัตถุดิบจากผู้ส่งมอบที่มี Stock เป็นหลักเป็นต้น ในขั้นนี้หากสถานประกอบการที่นำ SCOR ไปประยุกต์ใช้จำเป็นจะต้องเขียนโครงสร้าง Supply Chain ให้ชัดเจน และแสดงความเชื่อมโยงของกระบวนการดำเนินงานในแต่ละกระบวนการให้เห็น หรือเรียกการจัดทำในส่วนนี้ว่า การจัดทำ Execution Process Mapping และการจัดทำ Geographical Mapping
  • ระดับที่ 3-ระดับองค์ประกอบกระบวนการ (Process Element) ระดับนี้เป็นระดับของการระบุองค์ประกอบภายใต้กระบวนการแต่ละประเภท (ที่กำหนดความเชื่อมโยงไว้ในระดับ 2) อาจกล่าวได้ว่าเป็นการระบุให้เห็นถึงขั้นตอนการทำงานในแต่ละประเภทของกระบวนการที่ได้กำหนดไว้ในระดับที่ 2 โดยในแต่ละองค์ประกอบของแต่ละกระบวนการนั้นจะมุ่งเน้น
    • นิยามองค์ประกอบของกระบวนการ
    • ข้อมูลป้อนเข้าและผลลัพธ์ของกระบวนการ
    • กำหนดตัวชี้วัดสมรรถนะของกระบวนการ
    • หลักการปฏิบัติ (Practice) ของกระบวนการ
    • ความสามารถด้านเทคโนโลยีของกระบวนการ
    • ทักษะของผู้ปฏัติงานในกระบวนการ
  • ระดับที่ 4-ระดับกิจกรรม (Activity) ระดับนี้เป็นระดับของกิจกรรมดำเนินการภายในซัพพลายเชน อาจกล่าวได้ว่าเป็นระดับของการพัฒนาปรับปรุงให้เกิดขึ้นภายในซัพพลายเชน โดยเป็นการระบุถึงกิจกรรมที่ต้องทำ หน่วยงานหรือกระบวนการที่เกี่ยวข้อง ในระดับนี้มีการนำหลักการปฏิบัติ (Practice)ที่เหมาะสมมาใช้พัฒนาปรับปรุง เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ซึ่ง Practice ที่นำมาใช้สามารถจำแนกได้ตามกระบวนงาน ขั้นตอน หรือ Function ของงานที่ทำ
กล่าวโดยรวม เพื่อความเข้าใจง่ายๆ ในส่วนของขอบเขตการดำเนินงาน จะมี 4 ขั้นที่ต้องทำ คือ "ระบุกระบวนการให้ได้ เลือกใช้กระบวนการเป็น วัดผลได้ชัดเจน เน้นการปรับปรุง"

2. โครงสร้างของตัวแบบ SCOR (SCOR Structure) ประกอบด้วย 4P ที่ต้องจัดการและควบคุม คือ
  • Process หมายถึง กระบวนการดำเนินงานและขั้นตอนการดำเนินงานตลอดซัพพลายเชนที่จะต้องควบคุมและดำเนินการให้มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ในตัวแบบ SCOR ได้อธิบายให้เห็นถึงกระบวนการดำเนินงานและขั้นตอนต่างๆ ที่เชื่อมโยงกัน โดยใช้รหัสสัญลักษณ์อธิบายกระบวนการต่างๆ โดยแต่ละกระบวนการดำเนินงานหรือขั้นตอนของงาน
  • Performance หมายถึง สมรรรถนะหรือประสิทธิผลของการดำเนินงาน ซึ่งในตัวแบบ SCOR ได้กำหนดตัวชี้วัดมาตรฐานเพื่อวัดสมรรถนะขององค์กรทั้งเป้าหมายเชิงกลยุทธ์และในแต่ละกระบวนการดำเนินงานหรือขั้นตอนการทำงานตลอดซัพพลายเชน โดยมีความสอดคล้องและเชื่อมโยงกันตั้งแต่ตัวชี้วัดเชิงกลยุทธ์ กระบวนการดำเนินงาน จนกระทั่งถึงขั้นตอนการทำงานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ
  • Practice หมายถึง หลักการปฏิบัติ หรืออาจหมายความร่วมถึงเครื่องมือที่ช่วยในการพัฒนาปรับปรุงกระบวนการดำเนินงาน และส่งเสริมให้ตัวชี้วัดนั้นๆ มีสมรรรถนะหรือประสิทธิภาพของการดำเนินงานที่ดีขึ้น ทั้งนี้ยังเชื่อมโยงไปถึงความสามารถของบุคลากร (People) ที่จำเป็นต้องได้รับการพัฒนาเพื่อช่วยขับเคลื่อนให้การใช้หลักการปฏิบัตินั้นๆ ให้ประสบผลสำเร็จ หลักการปฏิบัติที่ได้รวบรวมไว้ในตัวแบบ SCOR Revision 11.0 มีจำนวนทั้งสิ้น 175 หลักปฏิบัติ โดยได้จำแนกหลักการปฏิบัติออกเป็น 4 กลุ่ม คือ Decline Practices, Standard Practices, Best Practices และ Emerging Practices โดยยังสามารถเลือกใช้หลักการปฏิบัติให้เหมาะสมกับลักษณะของงาน (Categories) ที่ทำได้อีกด้วย
  • People หมายถึง ความสามารถของผู้ปฏิบัติงานที่จำเป็นในการจัดการซัพพลายเชน (Supply Chain Management) โดยจะมีการเชื่อมโยงกับกระบวนการดำเนินงาน ตัวชี้วัดสมรรถนะ และหลักปฏิบัติ เรื่องนั้นๆ ทั้งนี้ในตัวแบบ SCOR จะให้ความสำคัญกับทักษะ (Skill) ที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติงานนั้นๆ และจะแสดงให้เห็นว่าทักษะที่จำเป็นนั้นต้องมี ประสบการณ์ (Experience) ความถนัด (Aptitude) และการฝึกอบรม (Training) ใดบ้าง
3. แนวคิดในการจัดการสิ่งแวดล้อมของตัวแบบ SCOR (Green SCOR)   ในส่วนท้ายของ SCOR Model Version 11.0 จะมีการอธิบายถึงแนวคิดเกี่ยวกับ Green SCOR เพื่อใช้เป็นแนวทางอ้างอิงสำหรับการจัดการซัพพลายเชนให้เกิดการมุ่งเน้นสิ่งแวดล้อม โดยจะพิจารณาจากการปลดปล่อยมลภาวะที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่างๆ ดังนี้
  • Carbon Emission (Tons CO2 Equivalent)
  • Air Pollutant Emissions (Tons or kg)
  • Liquid Waste Generated (Tons or kg)
  • Solid Waste Generated (Tons or kg)
  • % Recycle Waste (Percent)
เป็นไงบ้างครับ หวังว่าการกลั่น SCOR Model ให้เข้าใจภายใต้ภาพ 1 Page คงมีส่วนช่วยให้เข้าใจตัวแบบ SCOR กันมากขึ้นนะครับ..สวัสดีครับ

สนใจยกระดับการทำงานให้มีประสิทธิภาพ ติดต่อเราได้ที่ https://rightwayhub.com
สนใจการฝึกอบรมแบบ In-house Training แจ้งความต้องการได้ที่ https://rightwayhub.com/training

มงคล  พัชรดำรงกุล
วิทยากร/ที่ปรึกษา/ผู้เชี่ยวชาญการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน 
LineID : naitakeab, Tel 081-8476479 

Data Literacy: ทักษะที่คนทำงานยุค AI ต้องมี (แต่ความจริงคือ...อาจไม่มีใครรู้จริง)

ในวันที่กระแส AI (Artificial Intelligence) พัดถล่มทุกวงการ ผมได้เห็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจและน่ากังวลไปพร้อมกัน ทั้งในมุมมองของคนรุ่นใหม่ที่ก...