แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การจัดการสินค้าคงคลัง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การจัดการสินค้าคงคลัง แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2568

ผ่ากลยุทธ์ 4 แกน : ยกเครื่อง "สินค้าคงคลัง" สู่ความเป็นเลิศ (ลดต้นทุน เพิ่มกำไรอย่างยั่งยืน)

มาช่วยกันพลิก Inventory จาก "ปัญหา" สู่ "ขุมพลัง" 💡

ในฐานะผู้ดำเนินงานและบริหารจัดการซัพพลายเชน เราทราบดีว่า สินค้าคงคลัง (Inventory) คือ สินทรัพย์หมุนเวียน ที่ถูกจัดเก็บไว้เพื่อตอบสนองลูกค้า แต่มีมากเกินไปก็เงินจม-น้อยเกินไปก็เสี่ยงตอบสนองไม่พอ  การควบคุมและบริหารจัดการที่ผิดพลาดส่งผลต่อกำไรทันที

บทความนี้จึงขอถ่ายทอด 4 แกนหลักเชิงกลยุทธ์ ที่จะทำให้คุณควบคุมสินค้าคงคลังได้อย่างมืออาชีพ "ในทุกๆจุด ทุกประเภทสินค้าคงคลัง " ตามหลักการบริหารจัดการประสิทธิภาพสูงสุด


1. แกนหลักที่ 1: การวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์และการจัดกลุ่ม (Strategic Analysis & Inventory Classification)

ประสิทธิภาพเริ่มต้นที่ความเข้าใจใน "ประเภท" และ "มูลค่า" ของสิ่งที่เราถือครองอยู่ ไม่ใช่การจัดการแบบเหมาเข่ง

1.1 ต้องวิเคราะห์หลายมิติ: เครื่องมือต้องมากกว่า ABC Classification

การพึ่งพาแค่ ABC Analysis (จัดกลุ่มตามมูลค่าการใช้) นั้นไม่เพียงพอต่อการควบคุมความเสี่ยงอย่างรอบด้าน เราต้องใช้การวิเคราะห์หลายมิติ อาทิเช่น:

  • VED Analysis (Vital, Essential, Desirable): ใช้วัด ความสำคัญ เพื่อเป็นเกณฑ์หลักในการกำหนดระดับ Safety Stock (SS)

  • HML Analysis (High, Medium, Low): วิเคราะห์ตาม ราคาต่อหน่วย เพื่อให้ฝ่ายจัดซื้อสามารถควบคุม ต้นทุนจัดซื้อ และกำหนดอำนาจการอนุมัติ

  • SDE Analysis (Scarce, Difficult, Easy): วิเคราะห์ตาม ความยากง่ายในการจัดหา เพื่อวางแผนการสั่งซื้อล่วงหน้าสำหรับสินค้าที่มี Lead Time (LT) ยาวนาน

1.2 โครงการเริ่มต้นที่สร้างผลกระทบสูงสุด (Quick Win Project)

  • ดำเนินการตรวจสอบและ ลด Stock ที่ไม่ใช้งาน (Non-Moving Stock) ทันที เพื่อปลดล็อกเงินทุนที่จมอยู่ให้กลับมาหมุนเวียน


2. แกนหลักที่ 2: การควบคุมพื้นที่ปฏิบัติการและ WIP (WIP & Operation Control)

ความสูญเปล่าที่ซ่อนอยู่มักเกิดในพื้นที่ปฏิบัติการและสินค้าที่อยู่ระหว่างผลิต (Work In Process)

2.1 กำจัดความสูญเปล่าใน WIP

  • ลด Loss/Damage: โฟกัสที่ โครงการลด WIP และต้นทุน โดยเฉพาะการลดความสูญเสียจากการรอคอย (Waiting) และการขนถ่าย (Handling) ซึ่งเป็นต้นทุนแฝงที่ไม่มีใครอยากจ่าย

  • ใช้ระบบ Pull (KANBAN): เปลี่ยนแนวคิดจากการผลักสินค้าเข้าสู่กระบวนการถัดไป เป็นการใช้ ระบบดึง เพื่อ กำหนดและควบคุมระดับ Stock Level ให้แต่ละขั้นตอนผลิตเฉพาะเมื่อมีความต้องการจริง ๆ เท่านั้น

2.2 ปรับปรุงสภาพแวดล้อมคลังสินค้า

  • Layout Optimization: ดำเนินการ โครงการปรับ Lay-out เพื่อให้การไหลของวัสดุ (Material Flow) เป็นไปอย่างราบรื่น ลดระยะทางการเคลื่อนย้ายและเวลาในการค้นหา (Picking Time)


3. แกนหลักที่ 3: การสั่งซื้อที่แม่นยำและเป็นระบบ (Precision Procurement Strategy)

การจัดซื้อคือจุดที่เงินทุนไหลออกจากบริษัท การควบคุมจุดนี้อย่างเข้มงวดจึงสำคัญที่สุด

3.1 การพยากรณ์ คือ รากฐานความสำเร็จ

  • Forecasting Accuracy: พัฒนาตัวแบบที่เหมาะสมสำหรับ การเพิ่มความแม่นยำของการประมาณความต้องการ ข้อมูลที่แม่นยำจะนำไปสู่การคำนวณ ROP (จุดสั่งซื้อ) และ Q (ปริมาณการสั่งซื้อ) ที่ถูกต้อง

3.2 จัดการตัวแปรสำคัญในการสั่งซื้อ

เราต้องควบคุมปัจจัยสำคัญทั้งหมดในการสั่งซื้อ:

  • ลด Lead Time (LT): ดำเนินการ โครงการลดระยะเวลาในการจัดซื้อ/จัดหา/ตรวจสอบ เพราะ LT ที่สั้นลงหมายถึงความจำเป็นในการเก็บ Safety Stock ที่ลดลง ต้นทุกนก็ลดลง ส่วน Cash flow ก็จะดีขึ้น

  • กำหนดปริมาณสั่งซื้อ (Q): ใช้หลักการ EOQ (Economic Order Quantity) เพื่อหาปริมาณที่สมดุลระหว่างต้นทุนการสั่งซื้อและต้นทุนการเก็บรักษา หรือพัฒนาตัวแบบการกำหนดการสั่งซื้อที่เหมาะสม ที่ไม่ได้พิจารณาแค่ต้นทุนสั่งซื้อและต้นทุนการเก็บ และถูกจริตกับองค์กรของคน

  • บริหารความเสี่ยงของ Supplier: กำหนดให้มีการวัดผลและพัฒนาด้วย โครงการเพิ่มความน่าเชื่อถือด้วย S-DIFOT (Supplier Delivery In Full On Time)


4. แกนหลักที่ 4: การติดตามผลและการขับเคลื่อนด้วย KPI (Tracking & KPI Governance)

กลยุทธ์ที่ยอดเยี่ยมต้องได้รับการวัดผลและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

4.1 พัฒนาระบบรับ-จ่าย

  • บูรณาการระบบ: พิจารณาการพัฒนาระบบรับ-จ่ายที่ทันสมัย เช่น JIT, Cross Dock, VMI (Vendor Managed Inventory) หรือ Consignment เพื่อลดภาระการถือครองสินค้าในคลังขององค์กรให้น้อยที่สุด

4.2 ตัวชี้วัดที่ต้องติดตาม

กำหนด ตัวชี้วัดผลงานหลัก (Key KPIs) ที่สะท้อนประสิทธิภาพของระบบ Inventory Management:

  • อัตราการหมุนเวียนของสินค้าคงคลัง (Inventory Turnover): วัดความเร็วในการขายสินค้า

  • ความแม่นยำของการนับสต็อก (Stock Accuracy): วัดความน่าเชื่อถือของข้อมูลในระบบ

  • อัตราสินค้าขาดสต็อก (Stock Out Rate): วัดความเสี่ยงและโอกาสที่เสียไปในการขาย

การควบคุม Inventory คือการควบคุมอนาคต

การควบคุมสินค้าคงคลังใน 4 แกนหลัก นี้อย่างมีประสิทธิภาพ จะเปลี่ยนภาพลักษณ์ขององค์กรคุณให้เป็นผู้นำด้านการจัดการต้นทุนและความยืดหยุ่น นี่คือ ความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ ที่ไม่มีใครสามารถลอกเลียนแบบได้

🎯 พร้อมที่จะยกระดับทีมงานของคุณสู่การเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน Inventory Management แล้วหรือยัง?

ติดต่อเราเพื่อปรึกษาหรือขอรายละเอียดหลักสูตร In-House Training ที่ปรับเนื้อหาตามบริบทธุรกิจของคุณโดยเฉพาะ

โทร: 081-8476479 | LINE ID: naitakeab | Email: rightway.mgt@gmail.com

สนใจยกระดับการทำงานให้มีประสิทธิภาพ ติดต่อเราได้ที่ https://rightwayhub.com
สนใจการฝึกอบรมแบบ In-house Training แจ้งความต้องการได้ที่ https://rightwayhub.com/training

วันอังคารที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2568

จบปัญหา "สต็อกไม่ตรง"! พลิกโฉมคลังสินค้าให้แม่นยำ 100% ด้วย Mobile Inventory App

ความจริงที่เจ็บปวดของการบริหารสินค้าคงคลัง

ในโลกธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง สินค้าคงคลัง (Inventory) ไม่ได้เป็นเพียงแค่ "ของที่เก็บไว้" แต่เป็นหัวใจสำคัญที่กำหนดกระแสเงินสดและผลกำไรของบริษัท ความแม่นยำของสต็อกคือสิ่งสำคัญที่สุด แต่ทำไมปัญหา "สต็อกคลาดเคลื่อน (Stock Difference)" หรือสต็อกไม่ตรงกับในระบบถึงยังคงเป็นฝันร้ายที่ผู้จัดการคลังสินค้าต้องเผชิญอยู่เสมอ?

สาเหตุหลักมักมาจากกระบวนการทำงานแบบเดิมๆ:

  1. การนับสต็อกด้วยมือ (Manual Counting): การจดบันทึกบนกระดาษและป้อนข้อมูลเข้าสู่ระบบภายหลัง เสี่ยงต่อความผิดพลาดของมนุษย์ (Human Error) สูงมาก

  2. การตรวจสอบที่ไม่ Real-Time: ข้อมูลที่เห็นในระบบมักจะไม่อัปเดตทันที ทำให้ตัดสินใจผิดพลาดในการสั่งซื้อหรือการจัดส่ง

  3. การทำ Physical Inventory ที่ใช้เวลานาน: การหยุดนับสต็อกทั้งคลัง (Annual Stock Count) ทำให้การดำเนินงานหยุดชะงักและใช้ทรัพยากรมาก

ถึงเวลาแล้วที่เราต้องนำ เทคโนโลยี เข้ามาเปลี่ยนเกม!

Mobile Inventory App: กุญแจสู่คลังสินค้าดิจิทัล

Mobile Inventory Application คือคำตอบสำหรับธุรกิจยุคใหม่ เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้พนักงานสามารถจัดการสินค้าคงคลังได้จากทุกที่ในคลังสินค้า ด้วยอุปกรณ์พกพา (เช่น สมาร์ทโฟน หรือ Handheld Scanner) ที่เชื่อมต่อกับระบบหลังบ้าน (WMS/ERP) ได้โดยตรง

มาดูกันว่าเทคโนโลยีนี้ช่วยแก้ปัญหา "สต็อกไม่ตรง" ได้อย่างไร:

1. ความแม่นยำที่เพิ่มขึ้น 10 เท่า ด้วยการสแกน (Barcode & QR Code)

การใช้แอปพลิเคชันบนมือถือที่รองรับการสแกนบาร์โค้ดหรือ QR Code ช่วยให้การระบุสินค้าและการบันทึกจำนวนเป็นไปอย่าง รวดเร็วและแม่นยำ พนักงานไม่จำเป็นต้องพิมพ์รหัสสินค้าหรือจำนวนด้วยตนเองอีกต่อไป ลดความผิดพลาด ในการกรอกข้อมูลได้ทันที

2. ข้อมูล Real-Time ที่พร้อมใช้งานทันที

เมื่อพนักงานสแกนรับเข้า จัดเก็บ หรือเบิกจ่ายสินค้า ข้อมูลจะ ซิงค์เข้าระบบหลังบ้านทันที (Real-Time) ไม่มีการรอ "รอบการป้อนข้อมูล" อีกต่อไป ผู้บริหารสามารถตรวจสอบยอดคงเหลือ สถานะการเคลื่อนไหว และการดำเนินงานต่างๆ ได้อย่างทันท่วงที ทำให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

3. ทำให้ Cycle Count เป็นเรื่องง่าย

แทนที่จะรอตรวจนับทั้งคลังปีละครั้ง (Physical Count) แอปพลิเคชันจะช่วยอำนวยความสะดวกในการทำ Cycle Count (การนับสต็อกหมุนเวียน) ได้ง่ายขึ้น สามารถกำหนดโซน, หมวดหมู่, หรือสินค้าที่ต้องนับในแต่ละวัน/สัปดาห์ได้อย่างเป็นระบบ ทำให้เกิดวินัยในการตรวจสอบสต็อกอย่างสม่ำเสมอ และสามารถแก้ไข "สต็อกคลาดเคลื่อน" ได้ทันทีที่พบ

4. เพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน

พนักงานสามารถทำงานได้อย่างคล่องตัว ไม่ต้องเดินไปกลับระหว่างชั้นวางสินค้ากับโต๊ะคอมพิวเตอร์ การทำงานที่รวดเร็วขึ้นหมายถึง ผลิตภาพ (Productivity) ที่เพิ่มขึ้น และ ลดต้นทุน ที่เกิดจากความผิดพลาดของสต็อกขาด (Stock Out) หรือสต็อกเกิน (Overstock)

ยกระดับทีมของคุณให้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านคลังสินค้าดิจิทัล

การมีเครื่องมือที่ดีเป็นเพียงครึ่งทาง อีกครึ่งทางคือการมี ความรู้และทักษะ ในการนำเครื่องมือเหล่านั้นมาใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ถ้าคุณกำลังมองหาวิธี 

  • วางแผนการเปลี่ยนผ่านจากระบบ Manual สู่ Digital

  • ออกแบบกระบวนการ Cycle Count ที่ใช้งานได้จริง

  • ใช้งาน Mobile App ให้เต็มศักยภาพเพื่อเพิ่มความแม่นยำและประสิทธิภาพ

  • วิเคราะห์และแก้ไขปัญหา Stock Diff อย่างเป็นระบบ



บริษัท ไรท์เวย์ แมนเนจเมนท์ จำกัด 
 โดยผม อ.มงคล พัชรดำรงกุล ขอเสนอ หลักสูตรฝึกอบรม  "พัฒนา Mobile Application ด้วย AI สำหรับการตรวจนับสินค้า" ที่ออกแบบมาเพื่อติดอาวุธให้ทีมงานของคุณสามารถนำเทคโนโลยี Mobile App มาพลิกโฉมการจัดการคลังสินค้าได้อย่างแท้จริง

🎯 สิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้:

  • หลักการบริหารจัดการสินค้าคงคลัง
  • การออกแบบระบบการตรวจนับและควบคุมสินค้าคงคลัง
  • แนวคิดการประยุกต์ใช้ AI สร้าง Mobile Application ในการทำงาน
  • เทคนิคการลดเวลาการบันทึกและตรวจสอบ

👉 คลิกเพื่อดูรายละเอียดและลงทะเบียนฝึกอบรม หลักสูตรที่จะช่วยให้คุณลดปัญหา Stock ไม่ตรง และก้าวสู่การเป็นคลังสินค้าที่แม่นยำระดับโลก!

สนใจยกระดับการทำงานให้มีประสิทธิภาพ ติดต่อเราได้ที่ https://rightwayhub.com
สนใจการฝึกอบรมแบบ In-house Training แจ้งความต้องการได้ที่ https://rightwayhub.com/training

วันเสาร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2565

Inv. EP01 - บริหารคลังสินค้า VS จัดการสินค้าคงคลัง

การดำเนินกิจกรรมการจัดการคลังสินค้า และการบริหารสินค้าคงคลัง ของแต่ละสถานประกอบการ บ่อยครั้งพบว่ามีความสับสนในการกำหนดบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบ และการจัดลำดับความสำคัญของงาน ดังนั้น นักบริหารจัดการสินค้าคงคลัง จำเป็นต้องมีเข้าใจในความแตกต่างระหว่างการจัดการคลังสินค้า (Warehouse Management) และการบริหารสินค้าคงคลัง (Inventory Management) ซึ่งทั้ง 2 กิจกรรมนี้มีความเชื่อมโยงกัน ทั้งนี้มีหลักการหรือแนวคิดอย่างง่ายในการแยกแยะการทำงาน คือ 

1) การจัดการคลังสินค้า (Warehouse Management) จะมุ่งเน้นไปที่กิจกรรมทางกายภาพ (Physical Control) เป็นหลัก ดังนั้น ในทุกครั้งของการจัดการคลังสินค้าจะมีสินค้าหรือของจริงมาเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติ เช่น รับสินค้า จัดเก็บสินค้า หยิบสินค้า จ่ายสินค้า การตรวจนับสินค้า 

2) การจัดการสินค้าคงคลัง (Inventory Management) จะมุ่งเน้นไปที่การจัดการข้อมูล (Information Control) ในการดำเนินงานจึงไม่จำเป็นต้องเห็นตัวสินค้า แต่จำเป็นต้องใช้ข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำเป็นหลัก เช่น การแบ่งกลุ่มสินค้า การกำหนดจุดสั่งซื้อ ระดับสินค้าคงคลังปลอดภัย ปริมาณและช่วงเวลาในการเติมเต็มสินค้า ที่เหมาะสม เป็นต้น ดังนั้น นักบริหารจัดการสินค้าคงคลัง จึงต้องมีความเชี่ยวชาญในการวิเคราะห์และจัดการข้อมูล เพื่อกำหนดกลยุทธ์และวิธีการดำเนินงาน 

มงคล พัชรดำรงกุล 
rightway.mgt@gmail.com 

ฟังคลิป VDO ประกอบเรื่องนี้เพิ่มเติมที่ https://youtu.be/QstE3UVAn_I 

สนใจยกระดับการทำงานให้มีประสิทธิภาพ ติดต่อเราได้ที่ https://rightwayhub.com
สนใจการฝึกอบรมแบบ In-house Training แจ้งความต้องการได้ที่ https://rightwayhub.com/training

วันจันทร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

การจัดการความต้องการที่ผันแปร ภายใต้สภาวะความต้องการที่ผันผวน

เมื่อปริมาณความต้องการ (Demand) สินค้าที่บางรายการมีมาก บางรายการก็น้อย อีกทั้งยังมีความผันผวนจนตอบสนองไม่ถูก ชีวิตในการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าช่างดูวุ่นวายซะจริงๆ พยายามพยากรณ์ความต้องการก็แล้ว ซื้อโปรแกรมมาช่วยก็แล้ว สต๊อกให้มันเยอะๆ ก็แล้ว สุดท้ายก็มีเรื่องเจ็บตัวและให้แก้ไขกันอยู่บ่อยๆ 


ใช่แล้วครับ  สูตรสำเร็จของการทำงานไม่ได้ง่าย ไม่ได้อยู่แค่สต๊อกสินค้าให้มากเพื่อมีของขายลูกค้า เพราะสุดท้ายเงินจม สต๊อกบาน ต้นทุนสูง และก็ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างต้องพยากรณ์ให้แม่นยำ ต้อง Lean เพราะถ้าไม่แม่นจริงก็เสี่ยงที่จะของขาดของเกินอยู่ดี สุดท้ายหนีไม่พ้น ต้นทุนก็สูงอีก

ชีวิตการทำธุรกิจ ก็เหมือนการใช้ชีวิต ที่ต้องเดินสายกลาง เทคนิคและวิธีการต่างๆ ไม่ได้เป็นยาวิเศษที่สามารถรักษาได้ทุกโรค วันนี้เลยเอาแนวทางสายกลางมาแบ่งปันให้เห็นว่า สถานการณ์แบบใด ก็ใช้เทคนิคและวิธีการอย่างไร ดูภาพประกอบนะครับ


วิธีการที่ควรใช้ในการจัดการปริมาณความต้องการที่ผันแปร ภายใต้ความต้องการที่ผันผวน

จากภาพ ผมแบ่งเป็น 2 มิติในการมอง คือ มิติที่ 1 คือ มองปริมาณความต้องการ มิติที่ 2 คือ มองความผันผวน แล้วนำ 2 มิติมาบูรณาการด้วยการประยุกต์ Matrix 2x2 จนได้ผลลัพธ์ออกมาเป็น 4 ประเภทดังนี้

1. ปริมาณความต้องการมีน้อย และผันผวนน้อย ถ้าเจอแบบนี้ละก็สามารถคาดการณ์ความต้องการได้ง่าย อีกทั้งมีผลกระทบต่อการดำเนินงานน้อย ลองเก็บข้อมูลเป็นสถิติ แล้วนำมาใช้ประโยชน์บางซิ หรือทำ Forecast ไปด้วยเลย ความแม่นยำไม่น่าจะไกลเกินเอื้อม หลักการทำงานแบบ Lean ก็มีส่วนช่วยอย่างมากในการทำงานกลุ่มนี้  

2. ปริมาณความต้องการมีน้อย แต่ผันผวนเยอะ  ถ้าเจอแบบนี้ละก็ ผมว่าต้องสร้างความเป็นเทพเรื่องการจัดการสินค้าคงคลังให้ดีแล้วล่ะ เพราะเราจำเป็นต้องมีการจัดเก็บเป็นระดับสินค้าคงคลังสำรองบ้างแล้ว แต่จะเท่าไรดี คงต้องมีทักษะเรื่องนี้พอสมควร เพราะเก็บเยอะก็คงไม่ดี ไม่มีสำรองไว้ก็คงไม่เหมาะ

3. ปริมาณความต้องการมีมาก แต่ผันผวนน้อย  ถ้าเจอแบบนี้ละก็ ใจชื้นขึ้นมากสักหน่อย เพราะไม่ผันผวนแล้ว ดังนั้นหยิบ Model การพยากรณ์ขึ้นมาใช้เลย (์Note : แต่ถ้าเป็นการผลิตตามสั่ง ถ้าคิดว่าทำได้เร็วกว่าเวลาที่ลูกค้าอยากได้ ก็ไม่ต้องสต๊อกไรเลยนะ เกิดต้นทุนเปล่าๆ แล้วอย่าลืมเสริมสร้างความแรงด้วยหลักการของ Lean ด้วยนะครับ) นอกจากนี้ยังต้องใส่ใจปริมาณความต้องการที่ผิดปกติจากพื้นฐานทั่วๆไปด้วย เช่น ปริมาณความต้องการที่เกิดจากการจัดโปรโมชั่นเป็นต้น

4. ปริมาณความต้องการมีมาก และผันผวนมาก  ถ้าเจอแบบนี้ละก็ ยากและเหนื่อยที่สุดเลย เพราะสถานการณ์แบบนี้คาดการณ์ก็ยาก ผลกระทบก็เยอะ แต่อย่าตกใจไป แนวทางการสร้างความเชื่อมโยงร่วมกัน คือ หัวใจในการจัดการสินค้าที่มีลักษณะแบบนี้ จัดไป "การทำ Collaboration Planning" รู้ใ้ชัดเจนร่วมกันไปเลยในทุกจุดทั้งโซ่อุปทาน (Supply Chain) ส่วนการบริหารองค์กรก็ต้องใส่ใจวิธีการทำงานแบบ Agile Management สักหน่อยนะครับ

เป็นไงบ้างครับ ลองไปใช้กันดู ท่านอาจจะมีวิธีการและวิธีคิดที่ดีกว่าผม ผมเชื่อว่าใครอยู่และเข้าใจกับสถานการณ์และปัญหา น่าจะสามารถ Design รูปแบบและมุมมองในการได้หลากหลายกว่านี้ก็เป็นไปได้ ขอให้โชคดีในการทำให้หน่วยงาน และองค์กรดีขึ้นๆ ทุกวันนะครับ แค่นี้คุณก็อยู่เพื่อสร้างคุณค่าที่ดีให้กับองค์กรอยู่เสมอแล้วครับ


มงคล  พัชรดำรงกุล
วิทยากร/ที่ปรึกษา/ผู้เชี่ยวชาญการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน และการเพิ่ม Productivity องค์กร  
LineID : naitakeab, Tel 081-8476479 
20 พฤศจิกายน 2561

วันเสาร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

Inventory Management efficiency Framework

สำหรับภาษาไทย

Most of executives and staffs who have the activities in the supply chain and logistics management have to involved in inventory management.

In management term, inventories are the asset that need to manage closely and effectively due to we spend more money to invest in the acquisition and hope to create value added for us. If we unfocused, the result are :

  • Inventories over demand -If we purchase/make to stock, the inventories costs will high and have risk to be outdated, expired, stolen, or lost,the money invested in inventories can not be exploited in other expense.
  • Inventories less than demand- If we kept too little inventories, risk to stock out or shortage. We will lose the opportunity to sell our products and got the money from customers. Moreover, our customer/our market may be replace by the competitors and finally we lost customer.
The necessary to kept inventory because we have to support the uncertainties case such as
  1. Market change
  2. Urgently required from customer
  3. Irregular / Error from Production
  4. Abnormal or wear of Machine
  5. Uncertainty of Supplier

The 5 uncertainties are difficult to control but we able to manage the inventories to be efficiency. How to do? These are the conceptual framework and the relation of  each activities about inventory management, see the picture for more details.

Inventory Management Efficiency Framework

From the picture above, the way to manage inventory effectively should do the following.
  1. Classification to use/not use.  The process of classification the existing inventories are still use or not use. This process like the step 1st S (S-Sort) of 5S concept.
  2. Re-Classification for use items. Once we know what inventories are still use.The next process is re-classify the group of inventories. Normally the inventory  classification techniques is "ABC Classification" but the actually we able classify by other segmentation such as VED (Vital-Essential-Desirable) or SED (Scarce-Difficult-Easy). See more details at "Because Inventory Classification is not only ABC"  
  3. Demand Forecast for each item After re-classify inventories, the next process is demand forecasting. The forecasting accuracy is the important criteria to be consider. Each organization, each time, it is not necessary to use the same forecasting technique. Select the right fit for the your organization.   
  4. Calculate Order Quantity / ROP/ SS. This process are the calculation of order quantity, Safety Stock (SS), ROP (Reorder point) . The technique is often use to calculate are EOQ, MRP, Fixed interval etc. And every time of your calculation, please consider the service level. The result will be efficiency.
  5. Define Parameters in ERP System  The current purchasing system usually works through ERP, so need to be check are update the parameters correctly. 
  6. Source/Purchase Execution  When everything is set, carry out the procurement according to the conditions that we set up. The next process is purchase execution. This process able to use people or e-procurement. depending on the business process of the organization. It should control the operation of the supplier to meet the conditions.
  7. Monitoring/Control/Continuous Improvement  In general, according to the principle of supply chain, key measurement requires that 5 aspects are Reliability, Fast response, Agility, Cost, and Asset management efficiency  See more details about key metric of supply chain performance at the Blog "Performance Pyramid : The key metric to manage and control whole Supply Chain"  The results of monitoring and control are the guidances for the continoues improvement. Many tools and practices able to used for the improvement. Finally, go back to review the inventory is always appropriate.
How do you feel about the conceptual and framework of this inventory management? Is able to make your process to be effective? Hope it's useful for you and someone who read this blog. If your have any question or advice, don't hesitate to contact me.


Mongkol  Patcharadamrongkul
Instructor/Consultant/Expert in Logistics and Supply Chain Management, Thailand 
Tel 081-8476479, E-mail : naitakeab@gmail.com 

10 February 2018

วันพฤหัสบดีที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

พีระมิด (Pyramid) สมรรถนะการจัดการสินค้าคงคลัง

English Version

ที่ผ่านมาผมได้เขียน Blog เกี่ยวกับการจัดการสินค้าคงคลังมาแล้ว 2-3 ฺBlog ไม่ว่าจะเป็น
กรอบแนวคิดในการจัดการสินค้าคงคลัง
การจัดแบ่งสินค้าคงคลังที่ไม่จำเป็นต้อง ABC
การถือครองสินค้าเท่าไรดีที่เหมาะสม

ซึ่งแต่ละเรื่องส่วนใหญ่จะเขียนจากประสบการณ์ในการเข้าให้คำปรึกษา และการบรรยายตามหน่วยงานต่างๆ ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานไม่มากก็น้อย และหวังว่าที่ผ่านมาจะมีคนที่ได้อ่านนำไปประยุกต์ใช้งานกันบ้างแล้ว

สำหรับครั้งนี้ ขอนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับการจัดการสินค้าคงคลังอีกครั้ง แต่ขอเน้นไปที่การวัดสมรรถนะของการจัดการสินค้าคงคลัง  เพื่อจะได้รู้ว่าสิ่งที่เรากำลังดำเนินการอยู่นั้น มีสมรรถนะที่ดีแล้วใช่หรือไม่ มีอะไรบ้างที่เราควรวัด เพื่อนำผลที่วัดได้นำไปสู่การพัฒนาปรับปรุงให้ดีขึ้นๆ อย่างต่อเนื่อง

เมื่อกล่าวถึงเรื่องของสมรรถนะ บ่อยครั้งผมมักจะใช้รูปภาพพีระมิด (Pyramid) เป็นตัวอธิบาย เช่น พีรมิดสมรรถนะเพื่อการจัดการและควบคุมตลอดโซ่อุปทาน ผมว่ามันทำให้เข้าใจได้ชัดเจนดีและเห็นภาพ โดยยอดของพีรมิดคือเป้าหมายขั้นสุดท้าย ไล่ลงไปเรื่อยๆ คือ สมรรถนะของการทำงานสนับสนุนเป้าหมายหลัก เช่นเดียวกัน สมรรถนะของการจัดการสินค้าคงคลัง ผมก็นำภาพพีระมิดมาใช้อธิบาย ดังภาพ

Inventory Management Performance Indicator
พีระมิดสมรรถนะการจัดการสินค้าคงคลัง : By Mongkol P, naitakeab@gmail.com

จากภาพผมนำแนวคิดการการวัดผลสมรรถนะในการจัดการโซ่อุปทานเป็นตัวตัั้งในการกำหนดแนวคิดสำหรับการวัดผล กล่าวคือ สมรรถนะที่ดีควรวัดผ่าน 5 ด้าน  คือ ความน่าเชื่อถือ (Reliability) ความรวดเร็วในการตอบสนอง (Responsiveness) ความคล่องตัว (Agility) ต้นทุน (Cost) และประสิทธิภาพของการจัดการสินทรัพย์ (Asset management Efficiency) แลดะแต่ละด้านจะมีตัววัดสมรรถนะหลักๆ ทีี่ควรมี ดังนี้

  1. สมรรถนะด้านความน่าเชื่อถือ (Reliability) ด้านนี้จะประกอบด้วย 2 ตัวชี้วัดหลักที่ต้องวัดผล คือ 
    • สินค้าขาดแคลน (Stock out) 
    • ความแม่นยำของของสินค้าคงคลัง (Stock Accuracy)
  2. สมรรถนะด้านความรวดเร็วในการตอบสนอง (Responsiveness) ด้านนี้จะประกอบด้วย 2 ตัวชี้วัดหลักที่ต้องวัดผล คือ 
    • อายุของสินค้าคงคลัง (Stock Aging) 
    • ระยะเวลาในการจัดซื้อ-จัดหา-จัดเตรียมสินค้าสินค้าคงคลังนั้น (Lead time)
  3. สมรรถนะด้านความคล่องตัวในการดำเนินงาน (Agility) ด้านนี้จะประกอบด้วย 2 ตัวชี้วัดหลักที่ต้องวัดผล คือ
    • อัตราความยืนหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงของ Supplier
    • อัตราการขาย (Sell-Through Rate) หรืออาจใช้อัตราสินค้าคงคลังต่อยอดขายก็ได้ 
  4. สมรรถนะด้านต้นทุน (Cost) ด้านนี้จะประกอบด้วย 4 ตัวชี้วัดหลักที่ต้องวัดผล คือ
    • ต้นทุนการจัดซื้อ/จัดหา
    • ต้นทุนมูลค่าสินค้า
    • ต้นทุนการจัดเก็บ
    • ต้นทุนจากการขาดแคลน
  5. สมรรถนะด้านประสิทธิภาพในการจัดการสินทรัพย์(Asset management Efficiency) ด้านนี้จะประกอบด้วย 4 ตัวชี้วัดที่ต้องวัดผล คือ
    • รอบระยะเวลาเงินสด (Cash to Cash Cycle Time) -วัน
    • ระยะเวลาในการชำระหนี้ (Account Payable) - วัน
    • ระยะเวลาในการรับชำระหนี้ (Account Receivable) - วัน
    • จำนวนวันในการถือครองสินค้าคงคลัง (Inventory Days) ซึ่งสามารถจำแนกเป็น RM (Raw material), WIP (Works in Process) และ FG (Finish Good)
นอกจากนี่ยังมีอัก 2 ตัวชี้วัด ซึ่งมีผลและสัมพันธ์กับตัววัดสมรรถนะทั้ง 5 ด้าน ซึ่งอยู่ส่วนบนของ พีระมิดสมรรถนะนี้ ก็คือ

    • ความแม่นยำในการพยากรณ์ (Demand Forecast Accuracy)
    • อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) 

หากใครต้องการ หรืออยากได้วิธีการวัดผลในแต่ะตัว คงต้องติดต่อเป็นการส่วนตัวนะครับ (ถ้ารอไม่ไหว 555) แต่ถ้ารอไหวก็รอติดตามกันต่อใน Blog ถัดๆไปนะครับ เพราะมันมีเนื้อหาที่ต้องอธิบายประกอบพอสมควร หากมีคำแนะนำติชมใดๆ ก็ยินดีครับ แล้วพบกันใหม่ใน Blog ต่อไปครับ

มงคล  พัชรดำรงกุล
วิทยากร/ที่ปรึกษา/ผู้เชี่ยวชาญการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน 
LineID : naitakeab, Tel 081-8476479 
07 กุมภาพันธ์ 2561




วันอังคารที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

กรอบแนวคิด-กระบวนการจัดการ Inventory ให้มีประสิทธิภาพ

English Version

ผู้บริหาร หรือผู้ปฏิบัติงานหลายคนที่ทำงานด้านการจัดการโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ ส่วนใหญ่จะมีกิจกรรมที่เชื่อมโยงเกี่ยวกับการบริหารจัดการสินค้าคงคลัง หรือ Inventory Management ซึ่งในทางการบริหารแล้ว เราถือว่า Inventory เป็น Asset (สินทรัพย์) อย่างหนึ่งที่เราจำเป็นต้องบริหารให้มีประสิทธิภาพ เพราะเราใช้เงินลงทุนจัดซื้อจัดหามาเพื่อแปลงสภาพหรือสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเรา ดังนั้นหากสินค้าคงคลังที่ถือครองอยู่

  • มีมากก็เป็นปัญหา - ถ้าเราซื้อมาเก็บก็ทำให้มีต้นทุนการเก็บรักษาที่สูง สินค้าอาจเสื่อมสภาพ หมดอายุ ล้าสมัย ถูกขโมย หรือสูญหาย เงินที่จมลงทุนไปกับสินค้าคงคลังก็ไม่สามารถนำไปหาประโยชน์ในด้านอื่นไม่ได้
  • มีน้อยก็เป็นปัญหา - ถ้าเรามีสินค้าคงคลังที่น้อยเกินอาจประสบปัญหาสินค้าขาดแคลน (Stock Out) สูญเสียโอกาสในการขายสินค้าให้แก่ลูกค้า เป็นการเปิดช่องให้คู่แข่งขันเข้ามาทดแทน และอาจเสียลูกค้าไปในที่สุด

โดยแนวคิดการปฏิบัติงาน เหตุที่เราต้องมีสินค้าคงคลัง ก็เพราะเราต้องมีไว้เพื่อรองรับความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นจากสิ่งเหล่านี้ คือ
  1. ความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของตลาด
  2. ความต้องการที่เร่งด่วนของลูกค้า
  3. ความผิดพลาดหรือความล่าช้าในการผลิต
  4. ความผิดปกติสึกหรอของเครื่องจักร
  5. ความไม่แน่นอนของผู้ขายหรือกระบวนการก่อนหน้า
แน่นอนครับความไม่แน่นอนทั้ง 5 เป็นสิ่งที่มีความยากในการควบคุม จนเป็นเหตุให้เราจำเป็นต้องมีวัสดุหรือสินค้าคงคลัง แต่ถ้าการมีสินค้าคงคลังแล้วขาดการจัดการที่มีประสิทธิภาพ ก็เปรียบเสมือนการเดินบนเส้นทางธุรกิจที่มีความเสี่ยงจากสภาพที่ไม่สมดุลย์ (มากไป-น้อยไป) ดังนั้นหากเราจะบริหารจัดการสินค้าคงคลังให้มีประสิทธิภาพควรทำอย่างไรดี

ผมได้สร้างเป็นภาพความสัมพันธ์ของกิจกรรมการบริหารสินค้าคงคลังที่เราต้องเข้าใจ และได้ทำให้เป็นความเชื่อมโยงและดำเนินการอย่างเป็นระบบ (Systematic) เพื่อให้ง่ายต่อการอธิบายดังภาพ

กระบวนการจัดการสินค้าคงคลังให้มีประสิทธิภาพ : By Mongkol P., naitakeab@gmail.com

จากภาพจะเห็นได้ว่าแนวทางในการจัดการสินค้าคงคลังให้มีประสิทธิภาพ ควรดำเนินการดังนี้

  1. แบ่งกลุ่มการใช้ คือ บอกให้ได้ว่าวัสดุ/สินค้าคงคลังที่มียังจำเป็นที่จะต้องใช้งานอยู่ใช่หรือไหม นึกถึงหลักการ 5ส นี้คือ ส.ตัวแรกเลย คือ ส.สะสาง
  2. สินค้าคงคลังที่จำเป็นต้องใช้ให้นำมาจัดกลุ่มใหม่ เมื่อเราทราบว่าสินค้าคงคลังใดจำเป็นต้องใช้ ในขั้นตอนถัดไปที่เราต้องทำ คือ จัดกลุ่มใหม่ให้เหมาะสม ซึ่งหลายๆ องค์กรนิยมแบ่งกลุ่มเป็น ABC แต่ในความเป็นจริงการแบ่งกลุ่มไม่ได้มีแค่นี้ ลองดูอ่านข้อมูลเพิ่มเติมจาก Blog "เพราะ Inventory ไม่ได้แบ่งแค่ ABC ลองจัดให้เหมาะแบบ VED-SED ดูบ้าง" จะช่วยให้ได้คำตอบเพิ่มขึ้นนะครับ
  3. ดำเนินการคาดการณ์ความต้องการใช้ในอนาคต ใช่แล้วครับ สินค้าแต่ละรายการจะต้องได้รับการคาดการณ์ความต้องการใช้ หรือการทำ Forecasting นั่นเอง ซึ่งศาสตร์ของพยากรณ์ให้มีความแม่นยำสำหรับแต่ละองค์กร เป็นเรื่องที่สำคัญ และในแต่ละองค์กร แต่ละช่วงเวลาก็ไม่จำเป็นต้องใช้เทคนิคการพยากรณ์ที่เหมือนกัน เลือกให้เหมาะสมกับองค์กรคือ ดีที่สุด ครับ
  4. กำหนดปริมาณการสั่งซื้อ/ROP/SS ที่เหมาะสม  ในขั้นตอนนี้คือการคำนวนหาปริมาณ  และช่วงเวลาในการสั่งซื้อหรือเติมเต็มให้เหมาะสม พร้อมทั้งหาจุดสั่งซื้อ (ROP: Reorder point) และ SS (Safety Stock) ที่เหมาะสม โดยเครื่องมือที่มักนำมาใช้บ่อยๆ เช่น EOQ, MRP, Fix order etc) และอย่าลืมนะครับทุกครั้งที่คำนวนอย่าลืมพิจารณาเทียบกับระดับ Service Level ด้วย จะยิ่งมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
  5. กำหนด Parameter ในการสั่งซื้อ  ระบบการสั่งซื้อในปัจจุบันมักนิยมทำงานผ่าน ERP แต่ต้องเข้าใจว่า ต่อให้ ERP ดี ฉลาดและเก่งแค่ไหน มันไม่ฉลาดแน่นอนถ้า Input parameter ไม่ถูกต้อง ดังนั้นอย่าลืมตรวจสอบและเปลี่ยน parameter ของระบบการสั่งซื้อให้ถูกต้องด้วยนะครับ
  6. ดำเนินการสั่งซื้อ  เมื่อทุกอย่างกำหนดเรียบร้อยแล้ว ก็ดำเนินการจัดซื้อให้เป็นตามเงื่อนไขที่เราได้กำหนดไว้ จะใช้คน หรือ e-procurement แล้วแต่ความพร้อมขององค์กร แต่ควรควบคุมการทำงานของ Supplier ให้เป็นไปตามเงื่อนไขนั้นๆ
  7. ตรวจสอบ/ประเมินผลการดำเนินงาน  สิ่งสำคัญที่ต้องทำและขาดไม่ได้ คือ การสร้างระบบการตรวจสอบและควบคุมประสิทธิภาพการดำเนินงานเพื่อเป็นกระจกสะท้อนสิ่งที่ดำเนินการ โดยทั่วไปตามหลักการของ Supply Chain การวัดผลที่ดีต้องว่า 5 ด้าน คือ ความน่าเชื่อถือ (Reliability) ความรวดเร็วในการตอบสนอง (Responsiveness) ความคล่องตัว (Agility) ต้นทุน (Cost) และประสิทธิภาพของการจัดการสินทรัพย์ (Asset management Efficiency) โดยสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Blog "พีระมิดสมรรถนะ : ตัวชี้วัดเพื่อควบคุมและจัดการประสิทธิผลอย่างมีประสิทธิภาพทั้ง Supply Chain"  ทั้งนี้ผลลัพธ์จากการตรวจสอบและควบคุม สามารถนำเครื่องมือหรือหลักการปฏิบัติต่างๆ (Tools and Practice) ที่มีมากมายมาใช้ในการพัฒนาปรับปรุงให้ดีขึ้นๆ และอย่าลืมวนกลับไปทบทวนการจัดแบ่งสินค้าคงคลังให้เหมาะสมอยู่เสมอๆ ด้วยนะครับ 
เป็นไงบ้างครับ แนวทางการจัดการสินค้าคงคลังที่มีประสิทธิภาพ คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่อ่านและผู้ที่พบเห็น Blog นี้ทุกท่านนะครับ แนะนำติดชม ใดๆ ก็ยินดีครับ

มงคล  พัชรดำรงกุล
วิทยากร/ที่ปรึกษา/ผู้เชี่ยวชาญการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน 
LineID : naitakeab, Tel 081-8476479 
06 กุมภาพันธ์ 2561

วันศุกร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

เพราะ Inventory ไม่ได้แบ่งแค่ ABC ลองจัดให้เหมาะแบบ VED-SED ดูบ้าง

ช่วงนี้หลายสถานประกอบการ หลายๆหน่วยงานกำลังขับเคลื่อนและผลักดันให้เกิดการใช้เทคโนโลยีในการผลิต เกิดการใช้เครื่องจักร Robotics ระบบอัตโนมัติ ระบบ AI และสิ่งไม่มีชีวิตอีกหลายชนิด เพื่อทำหน้าที่ปฏิบัติงานแทนแรงงาน

แน่นอนครับ การเกิดขึ้นของสิ่งเหล่านี้ย่อมมีผลกระทบต่อการทำงานสำหรับแรงงาน แม้มันจะไม่บ่น ไม่กินข้าว ไม่เรียกร้องโบนัส สวัสดิการ แต่ในทางกลับกันในทุกๆ เดือนสิ่งไม่มีชีวิตเหล่านี้จะกิน Resource อื่นๆ  เช่น พลังงาน สารหล่อลื่น และอะไหล่สำหรับซ่อมแซมเมื่อมันสึกหรอ ซึ่งแต่ละเมนูส่วนใหญ่จะแพง และนำเข้าเป็นส่วนใหญ่ ปล่อยให้กินทิ้งกินขว้างไม่เป็นผลดี นอนจอดรอก็ไม่ดี และเงินจมแน่นอน สุดท้าย Asset Management Efficiency ก็ลดลง

คำถามมีอยู่ว่า "แล้วเราวางระบบการดูแลคลังเสบียงของสิ่งไม่มีชีิวิตเหล่านี้ดีแล้วหรือยัง?

Blog นี้ผมเลยขอเสนอเทคนิคในการบริหารคลังเสบียงของสิ่งไม่มีชีวิตเหล่านี้ มาดูกันว่าควรทำไง

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าศาสตร์ของการบริหารสินค้าค้งคงคลังที่ผู้คนส่วนใหญ่ร่ำเรียนกันมาจากสำนักตักศิลาต่างๆ มักจะบอกว่า การจัดกลุ่มของสินค้าคงคลังจะใช้หล้ก ABC Classification

"ABC คือ การจำแนกวัสดุคงคลังเป็นประเภท โดยพิจารณาปริมาณและมูลค่า ความต้องการวัสดุคงคลังแต่ละรายการเป็นเกณฑ์ เพื่อลดภาระในการดูแล ตรวจนับ และควบคุมวัสดุคงคลังที่มีอยู่มากมาย ซึ่งถ้าควบคุมทุกรายการอย่างเข้มงวดเท่าเทียมกัน จะเสียเวลาและค่าใช้จ่ายมากเกินความจำเป็น "

แต่สำหรับการจัดการคลังเสบียงของพวกอะไหล่หรือ Spare part ซึงในภาษาสากลเรียกว่า MRO-Maintenance Repair and Operation อาจไม่เหมาะสมสำหรับการแบ่งแบบ ABC แต่ควรแบ่งตามหลักของ VED Classification ซึ่งเป็นปัจจัยที่ 1 ที่ต้องพิจารณา

"VED Classification ป็นการแบ่งสินค้าคงคลังตามค่าความวิกฤตของวัสดุแต่ละประเภท โดยสามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีความสำคัญมาก (Vital), กลุ่มที่มีความจำเป็น (Essential) และกลุ่มที่มีความสำคัญน้อย (Desirable)" ดังภาพ

เอาละซิทำไมจึงเป็นเช่นนั้น เพราะว่าพวกอะไหล่และอุปกรณ์สนับสนุนต่างๆ เป็นวัสดุเฉพาะ และมักใช้ทดแทนกันไม่ได้ ดังนั้นถ้าไม่มี จะส่งผลโดยตรงต่อกระบวนการทำงาน เครื่องจักรและอุปกรณ์ อาจใช้ไม่ได้ และบางครั้งมีผลโดยตรงต่อคุณภาพการผลิตและระบบสิ่งแวดล้อม และบางรายการกฎหมายกำหนดต้องมีขาดไม่ได้ เช่น อุปกรณ์เกี่ยวกับระบบความปลอดภัยหรือระงับเหตุฉุกเฉินเป็นต้น

ยิ่งไปกว่านั้นวัสดุเหล่านี้ไม่ใช่จะหาซื้อกันง่ายๆ มีขายโดยทั่วไป สั่งซื้อแต่ละครั้งต้องใช้เวลา ยิ่งเครื่องจักรอุปกรณ์ที่ใช้มานาน หรือซื้อมือ 2 มาใช้ ยิ่งไม่รู้เลยจะซื้อจากที่ไหน เพราะผู้ที่เคยดูแลในอดีตก็หายตัวไปจากองค์กรแล้ว ดังนั้นปัจจัยที่ 2 ที่ต้องพิจารณาเพิ่ม คือ SED Classsifaction

"SED Classification ป็นการแบ่งสินค้าคงคลังตามช่วงในเวลาในการส่งมอบหรือ Lead time ของการสั่งซื้อ โดยสามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มขาดแคลน (Scarce), กลุ่มซื้อยาก-นาน (Difficult) และกลุ่มซื้อง่าย (Easy)" ดังภาพ


และเมื่อ 2 ปัจจัยนี้มีผลต่อการดำเนินงาน งั้นเราก็ต้องนำ 2 ปัจจัยนี้มาพิจารณาองค์ประกอบร่วม และเกิดเป็นแนวทางในการจัดการสินค้าคงคลังประเภท VED-SED Classification 

"VED-SDE คือ การจัดแบ่งสินค้าคงคลังใน 2 มิติ โดยใช้ความสำคัญ/จำเป็นของวัสดุนั้นๆ กับ L/T ในการสั่งซื้อหรือจัดหาวัสดุ"  


โดยจากภาพจะเห็นได้ว่าเราสามารถแบ่งวัสดุออกได้เป็น 9 กลุ่ม ซึ่งในทางปฏิบัติเราอาจควบรวมบางกลุ่มเพื่อบริหารร่วมกันได้ โดยมีนัยสำคัญที่ต้องดำเนินการต่างๆ เช่น

1. กรณีสินค้าคงคลังมีความสำคัญมาก (V-Vital) และใช้ระยะเวลาในการจัดซื้อหรือจัดหานานเนื่องจากขาดแคลน (S-Scare) เราจำเป็นต้องวางกลยุทธ์การบริหารวัสดุคงคลังนี้เป็น "จัดเก็บเป็น Stock สำรอง" ส่วนปริมาณ Stock ที่ควรมีเท่าไร อันนี้ท่านต้องไปต่อยอดเพื่อคำนวนหาระดับ Stock Level ที่เหมาะสมต่อไป

2. กรณีสินค้าคงคลังมีความสำคัญน้อย (D-Desirable) และใช้ระยะเวลาในการจัดซื้อหรือจัดหาน้อย หาซื้อได้ง่าย (E-Easy) เราจำเป็นต้องวางกลยุทธ์การบริหารวัสดุคงคลังนี้เป็น "Non-Stock" หรือกล่าวง่ายๆ คือไม่ต้อง Stock เลยก็ได้ หรือถ้ามีก็มีแค่เล็กๆ น้อย

ส่วนแนวทางการอื่นๆ ก็ลองพิจารณาจากตาราง Matrix ที่ทำให้นะครับ 

เป็นไงบ้างครับแนวทางการบริหารคลังเสบียงของสิ่งไม่มีชีวิต ที่จะต้องจัดการอย่างเข้มข้น เคียงคู่ไปกับการเข้าไปสู่ Industry 4.0 ของประเทศเรา และอย่างที่บอกนะครับ ที่นำเสนอนี้เป็นแค่แนวคิดเบื้องต้นในการจัดเแบ่งวัสดุคงคลังให้เหมาะสมกับงาน แต่การกำหนดระดับวัสดุคงคลัง และการบริหารการจัดซื้อที่มีประสิทธิภาพ เป็นเรื่องที่จะต้องดำเนินการต่อหลังจากนี้

สนใจยกระดับการทำงานให้มีประสิทธิภาพ ติดต่อเราได้ที่ https://rightwayhub.com
สนใจการฝึกอบรมแบบ In-house Training แจ้งความต้องการได้ที่ https://rightwayhub.com/training

มงคล  พัชรดำรงกุล
02 กุมภาพันธ์ 2561
   


วันจันทร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2561

Inventory เท่าไรดี อยู่ที่วิธีการตอบสนอง

หลายครั้งแล้วที่ผมจะเขียนเรื่องนี้ แต่จนแล้วจนรอดมีเหตุให้ต้องเลื่อนๆ จนลืมเขียนเรื่องนี้ไปทุกทีๆ ทั้งๆ ที่มันเป็น Fundamental ของวิธีการทำงาน วิธีการบริหารสินค้าคงคลัง

ก่อนอื่น ต้องทำความเข้าก่อนนะว่าสินค้าคงคลัง (Inventory) หากจำแนกตามสถานะของวัสดุคงคลัง จะมีอยู่ 4 ประเภทที่ต้องดูแลจัดการมันให้อยู่หมัด (ส่วนการจำแนกตามรูปแบบอื่นๆ วันหลังจะมาเล่าให้ฟัง รอติดตามกันต่อไปนะครับ โดยทั้ง 4 ประเภทที่ว่านั้น คือ


1. วัตถุดิบ (RM หรือ Raw Materials)
2. สินค้าระหว่างผลิต (WIP หรือ Work in Process)
3. ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป (FG : Finish Goods)
4. อะไหล่ในการซ่อมบำรุง (MRO : Maintenance Repair and Operation)

โดยแนวคิดเรื่องการกำหนดให้ "ปริมาณ Inventory ที่ถือครองเท่าไรดี อยู่ที่วิธีการตอบสนอง" นั้นอยู่บนหลักการที่ว่า "ผู้ใช้คือผู้กำหนดปริมาณ Inventory" ที่ควรเป็น โดยการนำแนวคิดการบริหารด้วยระบบดึง (Pull System) เป็นตัวขับเคลื่อน เพื่อให้ผลลัพธ์ 2 ประการหลัก คือ

1. สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าหรือผู้ใช้งานได้อย่างเพียงพอ
2. มีต้นทุนในการบริหารสินค้าคงคลังที่เหมาะสม (จำไว้นะครับต้นทุนสินค้าคงคลังถ้าให้ครบถ้วนจะมี 4 ตัวที่ต้องดูแล คือ ต้นทุนมูลค่าของสิ่งที่จัดหามา หรือ Material Cost, ต้นทุนการสั่งซื้อหรือสั่งผลิต (Ordering/production Cost), ต้นทุนการจัดเก็บ (Holding Cost), และต้นทุนสินค้าขาดแคลน (Stock Out Cost) เดี่ยวว่างๆ จะมาเขียนเรื่องนี้ให้เข้าใจอีกครั้งนะครับ

เมื่อเราคิดได้ดังนั้นแนวทางการบริหารสินค้าคงคลังมันจึงสัมพันธ์กับ Decoupling Point หรือจุดที่เป็นจุดเชื่อมโยงกิจกรรมการดำเนินงาน ได้ดังนี้





























1. ณ จุด Decoupling Point ที่ 1 พฤติกรรมของลูกค้าต้องการใช้สินค้าคงคลังนั้นทันทีตามที่ต้องการ ดังนั้นแนวทางการบริหารสินค้าคงคลัง จึงควรเลือกใช้การบริหารแบบ VMI-Vendor Managed Inventory หรือ Consignment หรือการฝากขาย เพราะ 2 รูปแบบการทำงานนี้ จะทำให้ลูกค้ามีของพร้อมใช้หรือจำหน่ายให้กับ End Customer ทันที ส่วนเราก็ได้ประโยชน์จากการประหยัดค่าใช้จ่ายในการส่งมอบ และสินค้าที่อยู่ที่ลูกค้าส่วนใหญ่มีโอกาสได้รับการขายและใช้สูง

2. ณ จุด Decoupling Point ที่ 2 พฤติกรรมของลูกค้า ณ จุดนี้ คือไม่ต้องการเก็บ Stock เอง แต่เมื่อสั่งซื้อจะอยากได้สินค้าที่รวดเร็ว ดังนั้นเราต้องมีสินค้าคงคลังเพื่อตอบสนองความต้องการที่เหมาะสม แนวทางหนึ่งที่ควรทำคือการ "Make to stock" หรือ Source to Stock (นึกถึงร้านข้างแกงไว้ เพราะทำงานเหมือนกัน) เพราะเมื่อมีคำสั่งซื้อ เราจะสามารถส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้าได้ทันที โดยระยะเวลาในการตอบสนองจะเท่ากับ Lead time ของกระบวนการส่งมอบ ทั้งนี้แนวทางนี้องค์กรต้องพัฒนาระบบการพยากรณ์ (Forecasting) ให้มีความแม่นยำด้วย พร้อมทั้งกำหนดระบบการ Fulfillment stock ที่มีประสิทธิภาพด้วย

3. ณ จุด Decoupling Point ที่ 3 พฤติกรรมของลูกค้า ณ จุดนี้ คือไม่ต้องการเก็บ Stock เอง และมีระบบการวางแผนการสั่งซื้อล่วงหน้า มีเงื่อนไขด้านระยะเวลาที่ต้องการที่สมเหตุสมผล แต่ Lead Time การทำงานในการผลิตเพื่อตอบสนองต่อความต้องการ น้อยกว่า  Lead time ที่ลูกค้าต้องการ ดังนั้นเราไม่จำเป็นต้องมีสินค้าสำเร็จรูปเพื่อตอบสนองต่อลูกค้าโดยทันที แต่เราต้องบริหารกระบวนการผลิตให้มีสินค้าระหว่างผลิตบางส่วน อาจผลิตเป็น Module ต่างๆ ไว้แล้วนำมาประกอบเป็น FG  เพื่อส่งมอบใหม่ลูกค้า ดังนั้นแนวทางการตอบสนองแบบนี้ควรเป็นแบบ "Assembly to Stock"

4. ณ จุด Decoupling Point ที่ 4 พฤติกรรมของลูกค้า ณ จุดนี้ คือไม่ต้องการเก็บ Stock เอง และมีระบบการวางแผนการสั่งซื้อล่วงหน้า มีเงื่อนไขด้านระยะเวลาที่ต้องการที่สมเหตุสมผล และ Lead Time การทำงานในการผลิตก็สอดคล้องกับระยะเวลาที่ลูกค้าต้องการ  ดังนั้นแนวทางการตอบสนองแบบนี้ควรเป็นแบบ "Make to order" หรือการผลิตตามสั่ง จะเริ่มกิจกรรมการสร้างมูลค่าเพิ่มทุกอย่างเมื่อมีคำสั่งซื้อและเท่านั้น (นึกถึงร้านอาหารตามสั่งไว้ เพราะทำงานเหมือนกัน) โดยวิธีการนี้เราจำเป็นต้องบริหารวัตถุดิบ (RM) ให้มีประสิทธิภาพ ให้เพียงพอต้อความต้องการ และเกิดต้นทุนด้านการจัดการสินค้าคงคลังที่มีประสิทธิภาพ ถ้ารายการใดต้องนำเข้า ก็ต้องมีระบบ Safety Stock มีจุดสั่งซื้อ (ROP) ที่เหมาะสม ถ้าสั่งซื้อจากในประเทศก็อาจทำเป็นระบบ JIT หรือ Kanban หรืออื่นๆ ที่เหมาะสมกับ Supplier ก็ได้

5. ณ จุด Decoupling Point ที่ 5 พฤติกรรมของลูกค้า ณ จุดนี้ คือ ความต้องการในผลิตภัณฑ์นั้นไม่ชัดเจน ผลิตภัณฑ์อยู่ในขั้นตอนการออกแบบและพัฒนา เช่น อยากจะผลิตข้าวผัดกะเพราที่ไม่มีใบกะเพรา ซึ่งต้องผ่านกระบวนการคิดค้น วิจัย พัฒนาร่วมกันทั้งโซ่อุปทาน ดังนั้นแนวทางการตอบสนองแบบนี้ควรเป็นแบบ "Engineering to order" โดยเราจำเป็นต้งหลีกเลี่ยงการ Stock สินค้าที่เป็น Unique ทุกรายการ เนื่องจากความเสี่ยงจากการเป็น Obsolescence Stock เกิดขึ้นได้ง่าย และควรทำงานร่วมกับลูกค้าอย่างใกล้ชิด และชัดเจน

เป็นไงบ้างครับเทคนิคในการบริหารปริมาณ Inventory ว่าควรเป็นแบบใด เท่าไรดี ซึ่งจริงๆแล้วต้องสัมพันธ์การแนวทางที่ต้องตอบสนอง ทั้งนี้ใน Blog นี้ ผมยังไม่กล่าวถึงวิธีการในการคำนวณปริมาณที่ต้องถือครองนะครับ เพราะอยากให้ได้เข้าใจแนวคิดก่อน เมื่อได้แนวคิดที่เหมาะสมแล้ว ที่เหลือคือเทคนิคในการจัดการภายใต้แนวคิดแต่ละประภทครับ

ถ้าชอบก็กระจายให้สถานประกอบการต่างๆ โดยเฉพาะของคนไทย SMEs ไทยได้มีความรู้ แนวคิดการทำงานที่เหมาะสมและใช้ได้จริง เพราะหลายๆ อย่างที่ยกมา ไม่ได้มีอยู่ในตำราที่เขียน แต่เกิดจากการปฏิบัติ การประยุกต์จากสิ่งที่ใช้จริง ส่วนใครจะแนะนำ ติชม หรือต่อยอด ก็ยินดีนะครับ

มงคล  พัชรดำรงกุล
29 มกราคม 2561 

Data Literacy: ทักษะที่คนทำงานยุค AI ต้องมี (แต่ความจริงคือ...อาจไม่มีใครรู้จริง)

ในวันที่กระแส AI (Artificial Intelligence) พัดถล่มทุกวงการ ผมได้เห็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจและน่ากังวลไปพร้อมกัน ทั้งในมุมมองของคนรุ่นใหม่ที่ก...