แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การจัดการโซ่อุปทาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การจัดการโซ่อุปทาน แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2562

ถาม คิด ตอบสิ่งเหล่านี้เป็นประจำ เพื่อการเป็น Global Supply Chain กัน

ในการจัดการตลอด Supply Chain ของท่าน ได้ถาม คิด และตอบสิ่งเหล่านี้เป็นประจำแล้วใช่หรือไม่ ลองพิจารณาดูนะครับ เพื่อความเป็น Global Supply Chain ของกิจการไทย และผลิตภัณฑ์ไทย #คนไทยต้องคิดหากจะยิ่งใหญ่และยั่งยืน
  1. เราได้ผลิต Product ในสถานที่ที่ดีที่สุดสอดคล้องกับตลาดเกิดใหม่ทั่วโลกหรือไม่? - เข้าใจทั้ง Value, Demand และความสามารถในการ Supply คือ หัวใจสำคัญ
  2. เราได้ใช้ประโยชน์จากการขนาดการผลิตที่ประหยัด (Economics of Scale) หรือจากความยืดหยุ่นในการผลิต (Flexibility) แล้วใช่หรือไม่? - Cost, Quick Response และ Flexibility คือ สิ่งที่ต้องใส่ใจนอกจาก Product ที่มีคุณยภาพและโดนใจลูกค้า
  3. เครือข่ายของเรายืดหยุ่นเพียงพอที่จะเก็บเกี่ยวประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงของตลาดบ่อยๆหรือไม่? - ความต้องการลูกค้าเปลี่ยนอยู่เสมอ เครือข่ายไม่แข็งแรง ก็ตอบสนองได้ล่าช้ากว่าความคาดหวัง
  4. ได้ออกแบบเครือข่ายและกระบวนการทำงาน เพื่อช่วยลดระยะเวลาในการให้บริการแก่ลูกค้า และทำให้เราตอบสนองมากขึ้นหรือไม่? - การทำงานที่สั้นลง สินค้าคงคลังจะน้อยตาม
  5. เรามีกลยุทธ์ด้านสินค้าคงคลังทั่วโลกหรือไม่ และระดับมีสินค้าคงเหลือในแต่ละสถานที่ี่เหมาะสมที่สุดหรือยัง - พอดีและพอเพียง ในจุดที่หมาะสม คือหัวใจของการจัดการ Inventory
  6. กลยุทธ์ของเราใช้การวิเคราะห์ข้อมูล หรือการวิเคราะห์ทางคณิตศาสตร์ (Data Analytics) โดยเฉพาะความถี่ในการเติมเต็ม (Fulfill) และรอบเวลาในตอบสนอง และการวิเคราะห์ความแปรปรวนเพื่อกำหนดระดับ Safety Stock หรือไม่ - Data driven กำลังถูกใช้ในทุกมิติของการทำงาน
  7. มีการประเมินกลยุทธ์การเติมเต็มอื่น ๆ ตามสถานการณ์หรือไม่ เช่น การจัดส่งสินค้าเร่งด่วน การลดความเสี่ยง และการเพิ่มระดับ Safety Stock หรือไม่ - การจัดการความผิดปกติได้ดี คือ โอกาส
  8. เราใช้ประโยชน์เพื่อการดำเนินงานที่เป็นประโยชน์โดยรวม โดยการเลื่อนและการส่งมอบที่สมบูรณ์ ตามความเหมาะสมและความเป็นไปได้หรือไม่? - คิดทุกอย่างแบบ optimization คือ หัวใจของงาน
ฝากไว้เป็น 8 ประเด็นต้องคิด ต้องวิเคราะห์ ต้องทำความเข้าใจ สิ่งเหล่านี้ คือ Fundamental ในการดำเนินงานตลอดโซ่อุปทาน เพราะจะช่วยให้เราสามารถสร้างระบบการทำงานแบบใหม่ๆ ที่จะช่วยให้เกิดการ Alignment กันทั้ง Supply Chain อยู่สม่ำเสมอ ตลอดเวลา และเกิดวงจรการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง (supply chain optimization cycle) ตามภาพ


สนใจยกระดับการทำงานให้มีประสิทธิภาพ ติดต่อเราได้ที่ https://rightwayhub.com
สนใจการฝึกอบรมแบบ In-house Training แจ้งความต้องการได้ที่ https://rightwayhub.com/training

วันจันทร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

การจัดการความต้องการที่ผันแปร ภายใต้สภาวะความต้องการที่ผันผวน

เมื่อปริมาณความต้องการ (Demand) สินค้าที่บางรายการมีมาก บางรายการก็น้อย อีกทั้งยังมีความผันผวนจนตอบสนองไม่ถูก ชีวิตในการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าช่างดูวุ่นวายซะจริงๆ พยายามพยากรณ์ความต้องการก็แล้ว ซื้อโปรแกรมมาช่วยก็แล้ว สต๊อกให้มันเยอะๆ ก็แล้ว สุดท้ายก็มีเรื่องเจ็บตัวและให้แก้ไขกันอยู่บ่อยๆ 


ใช่แล้วครับ  สูตรสำเร็จของการทำงานไม่ได้ง่าย ไม่ได้อยู่แค่สต๊อกสินค้าให้มากเพื่อมีของขายลูกค้า เพราะสุดท้ายเงินจม สต๊อกบาน ต้นทุนสูง และก็ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างต้องพยากรณ์ให้แม่นยำ ต้อง Lean เพราะถ้าไม่แม่นจริงก็เสี่ยงที่จะของขาดของเกินอยู่ดี สุดท้ายหนีไม่พ้น ต้นทุนก็สูงอีก

ชีวิตการทำธุรกิจ ก็เหมือนการใช้ชีวิต ที่ต้องเดินสายกลาง เทคนิคและวิธีการต่างๆ ไม่ได้เป็นยาวิเศษที่สามารถรักษาได้ทุกโรค วันนี้เลยเอาแนวทางสายกลางมาแบ่งปันให้เห็นว่า สถานการณ์แบบใด ก็ใช้เทคนิคและวิธีการอย่างไร ดูภาพประกอบนะครับ


วิธีการที่ควรใช้ในการจัดการปริมาณความต้องการที่ผันแปร ภายใต้ความต้องการที่ผันผวน

จากภาพ ผมแบ่งเป็น 2 มิติในการมอง คือ มิติที่ 1 คือ มองปริมาณความต้องการ มิติที่ 2 คือ มองความผันผวน แล้วนำ 2 มิติมาบูรณาการด้วยการประยุกต์ Matrix 2x2 จนได้ผลลัพธ์ออกมาเป็น 4 ประเภทดังนี้

1. ปริมาณความต้องการมีน้อย และผันผวนน้อย ถ้าเจอแบบนี้ละก็สามารถคาดการณ์ความต้องการได้ง่าย อีกทั้งมีผลกระทบต่อการดำเนินงานน้อย ลองเก็บข้อมูลเป็นสถิติ แล้วนำมาใช้ประโยชน์บางซิ หรือทำ Forecast ไปด้วยเลย ความแม่นยำไม่น่าจะไกลเกินเอื้อม หลักการทำงานแบบ Lean ก็มีส่วนช่วยอย่างมากในการทำงานกลุ่มนี้  

2. ปริมาณความต้องการมีน้อย แต่ผันผวนเยอะ  ถ้าเจอแบบนี้ละก็ ผมว่าต้องสร้างความเป็นเทพเรื่องการจัดการสินค้าคงคลังให้ดีแล้วล่ะ เพราะเราจำเป็นต้องมีการจัดเก็บเป็นระดับสินค้าคงคลังสำรองบ้างแล้ว แต่จะเท่าไรดี คงต้องมีทักษะเรื่องนี้พอสมควร เพราะเก็บเยอะก็คงไม่ดี ไม่มีสำรองไว้ก็คงไม่เหมาะ

3. ปริมาณความต้องการมีมาก แต่ผันผวนน้อย  ถ้าเจอแบบนี้ละก็ ใจชื้นขึ้นมากสักหน่อย เพราะไม่ผันผวนแล้ว ดังนั้นหยิบ Model การพยากรณ์ขึ้นมาใช้เลย (์Note : แต่ถ้าเป็นการผลิตตามสั่ง ถ้าคิดว่าทำได้เร็วกว่าเวลาที่ลูกค้าอยากได้ ก็ไม่ต้องสต๊อกไรเลยนะ เกิดต้นทุนเปล่าๆ แล้วอย่าลืมเสริมสร้างความแรงด้วยหลักการของ Lean ด้วยนะครับ) นอกจากนี้ยังต้องใส่ใจปริมาณความต้องการที่ผิดปกติจากพื้นฐานทั่วๆไปด้วย เช่น ปริมาณความต้องการที่เกิดจากการจัดโปรโมชั่นเป็นต้น

4. ปริมาณความต้องการมีมาก และผันผวนมาก  ถ้าเจอแบบนี้ละก็ ยากและเหนื่อยที่สุดเลย เพราะสถานการณ์แบบนี้คาดการณ์ก็ยาก ผลกระทบก็เยอะ แต่อย่าตกใจไป แนวทางการสร้างความเชื่อมโยงร่วมกัน คือ หัวใจในการจัดการสินค้าที่มีลักษณะแบบนี้ จัดไป "การทำ Collaboration Planning" รู้ใ้ชัดเจนร่วมกันไปเลยในทุกจุดทั้งโซ่อุปทาน (Supply Chain) ส่วนการบริหารองค์กรก็ต้องใส่ใจวิธีการทำงานแบบ Agile Management สักหน่อยนะครับ

เป็นไงบ้างครับ ลองไปใช้กันดู ท่านอาจจะมีวิธีการและวิธีคิดที่ดีกว่าผม ผมเชื่อว่าใครอยู่และเข้าใจกับสถานการณ์และปัญหา น่าจะสามารถ Design รูปแบบและมุมมองในการได้หลากหลายกว่านี้ก็เป็นไปได้ ขอให้โชคดีในการทำให้หน่วยงาน และองค์กรดีขึ้นๆ ทุกวันนะครับ แค่นี้คุณก็อยู่เพื่อสร้างคุณค่าที่ดีให้กับองค์กรอยู่เสมอแล้วครับ


มงคล  พัชรดำรงกุล
วิทยากร/ที่ปรึกษา/ผู้เชี่ยวชาญการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน และการเพิ่ม Productivity องค์กร  
LineID : naitakeab, Tel 081-8476479 
20 พฤศจิกายน 2561

วันจันทร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2561

พัฒนาโซ่อุปทานแบบง่าย โดยใช้ SCOR Model เป็นแบบคิด

เมื่อก่อร้างสร้างกิจการขึ้นมาแล้ว ความท้าทายของการเป็นเจ้าของและสืบทอดกิจการก็คือ การเข้าสู่โหมดของเรียนรู้อย่างต่อเนื่องและเต็มรูปแบบ เพื่อให้เกิดปรับตัว เพื่อให้เจริญเติบโตอย่างยั่งยืน ภายใต้สภาพทางการแข่งขัน และความต้องการของลูกค้าที่มีความผันแปรตลอดเวลา ควบคู่ไปกับเทคโนโลยีเครื่องมือในการดำเนินงานด้านต่างๆ ของโลกได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเข้าสู่ยุค Digital อย่างเต็มรูปแบบในปัจจุบัน

ในช่วงนี้หลายกิจการภายในประเทศไทยเริ่มซึมซับถึงความจำเป็นที่ต้องบริหาร และควบคุมกระบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ต้นนำจวบจนปลายน้ำเชื่อมโยงกันตลอดโซ่อุปทาน หรือ Supply Chain กันมากยิ่งขึ้น มีการให้ความสำคัญและความร่วมมือกันทั้งผู้ขาย ผู้ผลิต ผู้ส่งมอบ และลูกค้า โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือ การสร้างประสิทธิภาพและความสมดุลร่วมกัน (Optimization) ตลอดโซ่อุปทาน

"แน่นอนครับ พิมพ์เขียวตัวแบบสำคัญที่ใช้ในการพัฒนาการจัดการทั้งโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่สากลนิยมนำมาประยุกต์ใช้ และผมคิดว่ากิจการของไทยจำเป็นต้องเรียนรู้ ก็คือ ตัวแบบ SCOR Model (อยากรู้จัก SCOR มากขึ้คลิกอ่านได้ที่นี้ "บทความตัวแบบ SCOR" ) ซึ่งตัวแบบ SCOR Model จะให้ความสำคัญกับกระบวนสร้างความเป็นเลิศอย่างเป็นระบบทั้ง 6 กระบวนหลักภายในโซ่อุปทาน คือ Plan Source Make Deliver Return และ Enable โดยมีเป้าหมายให้เกิดประสิทธิผล 5 ด้าน คือ Reliability, Responsiveness, Agility, Cost และ Asset Management Efficiency ดังภาพ
ภาพที่ 1 เป้าหมาย 5 ด้าน กระบวนการ 6 อย่าง ในการจัดการโซ่อุปทาน

ส่วนแนวทางการพัฒนาปรับปรุงการจัดการโซ่อุปทานอย่างไรให้เหมาะสมกับกิจการนั้น ผมสรุปจากแนวทางในการเข้าให้คำปรึกษาเรื่อง Supply Chain ที่ผ่านมาและถอดบทเรียนจากการปฏิบัติจริงเป็นกรอบแนวคิดและวิธีการโดยการประยุกต์ใช้วิธีคิดตามแบบ SCOR Model มาเป็นแนวทางไว้ดังภาพที่ 2

ภาพที่ 2 กระบวนการพัฒนาโซ่อุปทานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
โดยสามารถแบ่งขั้นตอนออกเป็น 4 ส่วนหลักๆ คือ

1. การวิเคราะห์และจัดทำกลยุทธ์ คือ การดำเนินการวิเคราะห์และกำหนดว่ากลยุทธ์ใดสำคัญ โดยจะพิจารณาจากเป้าหมาย 5 ด้านหลัก โดยกลยุทธ์ 3 ด้านแรก มุ่งเน้นให้ความสำคัญต่อลูกค้า คือ Reliability, Responsiveness และ Agility ส่วนกลยุทธ์ที่ 4 และ 5 เป็นกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นด้านประสิทธิภาพการดำเนินการขององค์กร

2. การคัดเลือกผลิตภัณฑ์และศึกษาทำความเข้าใจโครงสร้างโซ่อุปทาน คือ การศึกษาและทำความเข้าใจเพื่อเชื่อมโยงให้เห็นถึงกระบวนการ ผู้ที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับโซ่อุปทานของสินค้า ที่ได้รับการคัดเลือกมาพัฒนาโซ่อุปทาน โดยจะมีกิจกรรมสำคัญๆ 4 อย่างคือ 1) การคัดเลือกผลิตภัณฑ์ 2) การจัดทำโครงสร้าง Chain 3) การจัดทำแผนภาพทางภูมิศาสตร์ 4) การจัดทำรูปแบบความเชื่อมโยงของแต่ละกระบวนการภายใต้ผลิตภัณฑ์ที่ได้คัดเสือก

3. การวิเคราะห์และประเมินผลกระบวนการ/ขั้นตอนการทำงาน คือ การประยุกต์แนวคิดตัวแบบ SCOR ผ่านกลไกการบริหารจัดการ 4P (Performance Process Practice People) โดยการวิเคราะห์ประสิทธิผลจะนำเป้าหมาย 5 ด้าน (Reliability, Responsiveness, Agility, Cost และ Asset Management Efficiency) และกระบวนการ 6 อย่าง (Plan Source Make Deliver Return และ Enable) มาทำการวิเคราะห์ปัญหาและโอกาสพัฒนาปรับปรุงภายใต้โซ่อุปทานของ Product นั้นๆ

4. การดำเนินการพัฒนาปรับปรุง คือ การนำประเด็นการพัฒนาปรับปรุงที่ได้วิเคราะห์ มากำหนดมาตรการ โดยใช้หลักการปฏิบัติ (Practice) มาใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการ รวมทั้งส่งเสริมการพัฒนาบุคลากร (People) เพื่อให้มีศักยภาพในการใช้หลักปฏิบัติ และพัฒนาวิธีการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยรูปแบบของการปรับปรุงสามารถดำเนินการได้ 4 ลักษณะ คือ
  • การปรับปรุงเฉพาะตัวองค์กร (Company) 
  • การปรับปรุงร่วมกันกับผู้ส่งมอบ (Supplier) 
  • การปรับปรุงร่วมกันกับลูกค้า (Customer) 
  • การปรับปรุงร่วมกันกันทั้งโซ่อุปทาน (Supply Chain)
ทั้งนี้ในส่วนที่ 2,3 นั้น ในปัจจุบันผมได้พัฒนาเป็น SCM Application Platform ช่วยในการสร้างความเชื่อมโยงโดยเปิดให้สมัครใช้งาน "ฟรี" โดยพร้อมพัฒนาต่อเนื่องอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ให้เป็น Social Supply Chain Platform ตามที่ตั้งใจไว้ สนใจก็สมัครใช้งานได้ที่ supplychain.ofininfo.com นะครับ

เมื่อลงทะเบียนใช้งานแล้ว
อยากค้นหาคู่ค้าเพื่อทำธุรกิจ..ทำได้
อยากรู้จักลูกค้ามากขึ้น..รู้
อยากรู้จัก Supplier มากขึ้น..รู้
อยากเข้าใจในความเชื่อมโยง..รู้
อยากรู้แหล่งที่ตั้ง...รู้
อยากสร้างตัววัดคุมการทำงานทั้ง chain..ทำได้
เกิดเหตุผิดปกติในพิ้นที่ลูกค้า- Supplier..รู้
และอีกหลาย Feature ที่กำลังจะตามมา


หรือจะรับชมผ่านทาง YouTube ถึงคุณลักษณะของ Application ตัวนี้ก่อนก็ได้ ที่


ลองไปทดลองใช้ดูกันนะครับ ชอบ/ไม่ชอบก็ Comment กันได้ ส่วนใครสนใจในแนวทางของการพัฒนาโซ่อุปทาน อยากพัฒนาการจัดการตลอดโซ่อุปทานให้เป็นเลิศ ก็สามารถสอบถาม แลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ ด้วยความยินดีครับ

สนใจยกระดับการทำงานให้มีประสิทธิภาพ ติดต่อเราได้ที่ https://rightwayhub.com
สนใจการฝึกอบรมแบบ In-house Training แจ้งความต้องการได้ที่ https://rightwayhub.com/training

มงคล  พัชรดำรงกุล

วิทยากร/ที่ปรึกษา/ผู้เชี่ยวชาญการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน และการเพิ่ม Productivity องค์กร  
LineID : naitakeab, Tel 081-8476479 

25 กันยายน 2561

วันพุธที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2561

รสชาติทางการจัดการ 3 อย่างที่ลูกค้าอยากได้ (3 management topics to serve the customers tastes)

เปรี้ยว เค็ม หวาน หอม กลมกล่อม อร่อยลิ้น คือ รสชาติแห่งสุนทรียภาพทางอาหาร แต่จะหากเปรียบกับความสามารถทางการจัดการเพื่อตอบสนองต่อลูกค้า เป็นดั่งอาหารแล้วละก็ มีอยู่ 3 รสชาติทางการจัดการที่ลูกค้าอยากได้ (ซึ่งไม่เกี่ยวกับราคา) และอยากให้เราเสริฟรสชาตินี้อย่างสม่ำเสมอนั้นก็คือ
  1. ความน่าเชื่อถือของการทำงาน (Reliability)
  2. ความรวดเร็วในการดำเนินการ (Responsiveness / Rapidly)
  3. ความคล่องตัวในการตอบสนอง (Agility / Flexibility)
เอาละซิ! ถ้าอย่างนั้น เรามา ตั้งโจทย์ ให้รสชาติทางการจัดการเหล่านี้เกิดขึ้นกันหน่อยซิ ทำไงดี? 

ผมได้คิดจากโจทย์ที่ตั้งขึ้นจนเขียนเป็นแผนภาพของรสชาติทางการจัดการที่ลูกค้าอยากได้ เป็นดังภาพที่เห็นนะครับ (ถูก ผิด เห็นด้วย ไม่เห็นด้วยประการใด ก็ติชมกันได้ครับ)

รสชาติ 3 อย่างทางการจัดการที่ลูกค้าอยากได้
รสชาติ 3 อย่างทางการจัดการที่ลูกค้าอยากได้ (3 items of customer focus)

จากภาพรสชาติความต้องการของลูกค้า 3 อย่างที่เราต้องตอบสนอง นั้นก็คือ 

  1. ความน่าเชื่อในการส่งมอบ รสชาติทางการจัดการอย่างแรกที่ลูกค้าอยากได้ คือ ความอร่อยตามที่คาดหวังไว้ ดังนั้นคนที่เป็นลูกค้าจึงอยากให้เราส่งมอบสินค้าและบริการที่เขาต้องการแล้วสมบูรณ์ในครั้งเดียว โดยความสมบูรณ์ที่อยากได้ คือ "ส่งตรง ส่งครบ คุณภาพดี และเอกสารข้อมูลสมบูรณ์" เพราะจะทำให้ไม่ต้องเสียเวลา หรือค่าใช้จ่ายในการดำเนินการอื่นๆ ตามมา ทั้งนี้ความสมบูรณ์ทั้ง 4 อย่าง จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ
    • ส่วนการผลิตสามารถผลิตได้ตามแผน  ซึ่งการจะผลิตได้แผนนั้น เราต้องควบคุมสิ่งเหล่านี้ให้ได้คือ
      • ผลิตได้ครบจำนวนที่วางแผนไว้
      • ผลิตได้ตามเวลามาตรฐาน (Standard Time)
      • คุณภาพของผลิตภัณฑ์เป็นไปตามเป้าหมาย
      • ประสิทธิภาพของเครื่องจักร (OEE) เป็นไปตามเป้าหมาย
      • ถ้าใช้แรงงาน ประสิทธิภาพของแรงงานก็ได้ตามเกณฑ์
    • ในส่วนของผู้ส่งมอบ ที่ทำหน้าที่สนับสนุนวัตถุดิบหรือสินค้าบางส่วนมาให้เรา ก็ต้องทำงานได้อย่างมีความน่าเชื่อถือ อย่างน้อยๆ ก็ต้องมี 2 อย่าง คือ คุณภาพวัตถุดิบน่าเชื่อถือ การส่งมอบครบถ้วนตรงเวลา และต้องไม่ลืมว่ารูปแบบการสั่งซื้อจาก Supplier แต่ละรายไม่เหมือนกัน ดังนั้นต้องจัดการต่างกันด้วย
  2. เวลาเฉลี่ยที่ใช้ในการตอบสนองคำสั่งซื้อ คงไม่มีลูกค้ารายใดที่อยากกินช้า ดังนั้นรสชาติทางการจัดการที่ 2 ที่อยากได้ คือ ความรวดเร็วในการตอบสนอง ดังนั้นต้องสามารถส่งมอบสิ่งอยากได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งจะส่งมอบได้อย่างรวดเร็ว จำเป็นต้องทำให้ทุกกระบวนทำงานได้อย่างรวดเร็วด้วย คือ
    • ระยะเวลาในการวางแผน หรือการเปลี่ยนความต้องการของลูกค้าเป็นแผนการผลิต/ส่งมอบได้อย่างรวดเร็ว (ขอบอกหลายสถานประกอบการใช้เวลาทำเรื่องนี้นานมาก)
    • ระยะเวลาจัดซื้อวัตถุดิบ (RM) ซื้อปุ๊บ ได้ปั๊บ ดีที่สุด อะไรที่มันเป็นอุปสรรค ก็ขจัดมันทิ้งซะ 
    • ระยะเวลาในการจัดเตรียม วัสดุหลายรายการซื้อมาแล้วยังไม่ได้นำไปใช้ทันที ก็เลยต้องไปเก็บใน Store เก็บอยู่นานแล้วไม่พอยังช้าอีก กว่าที่จะเบิกไปใช้งานได้ ต้องแก้ไขปรับปรุงนะครับ ถ้าที่ไหนยังเป็นแบบนี้อยู่  
    • ระยะเวลาในการผลิต  ที่รวดเร็ว ต้องสนใจ MCT (Manufacturing Cycle Time) และการ Balance Process การผลิตกันเยอะๆ นะครับพี่น้อง จะช่วยลดระยะเวลาในการผลิต และทำให้ผลิตได้รวดเร็วมากขึ้นๆ
    • ระยะเวลาในจัดการความผิดปกติ เครื่องจักรเสีย สินค้าไม่ได้คุณภาพ พนักงานมาทำงานไม่ครบ และความผิดปกติอื่นๆ อีกมากมาย ถ้าเกิดให้รีบแก้ ไม่ใช่ผลัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อยๆ
    • ระยะเวลาในการจัดส่ง เมื่อสินค้าพร้อม ก็ต้องส่งไปถึงมือลูกค้าให้เร็ว เดี่ยวนี้มีเครื่องมือ เทคโนโลยีในการจัดส่ง และรูปแบบการจัดส่งหลายรูปแบบมาก ลงศึกษาและนำมาใช้กันเยอะๆ นะครับ
  3. ความยืดหยุ่นคล่องตัวต่อการเปลี่ยนแปลง  ลูกค้ายุคใหม่สั่งซื้อไปและเปลี่ยนใจเยอะ ดังนั้นเราต้องสร้างองค์กรของเราให้ยืนหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง หรือภาษาสมัยใหม่เรียกกันว่า "Agility Management"  สาระสำคัญคือ เราต้องออกแบบกระบวนการทำงานของเราให้ปรับเปลี่ยนทั้งปริมาณและเวลาที่ต้องการให้ได้ โดยยืนอยู่บนพื้นฐานของความเสียหายที่เกิดขึ้นต่ำสุด โดยเราต้องทำให้เกิดความยืดหยุ่นของกระบวนการผลิต (ถ้าใช้เครื่องจักรเยอะๆ ก็อย่าลืมนำ SMED (Single minute excgange of Dies) มาใช้ และพยายามช่วยกันทำให้ Supplier ของเรามีความยืดหยุ่นด้วย จะได้ช่วยเสริมการทำงานให้ราบเรียบได้มากขึ้น
เป็นไงบ้างครับ 3 รสชาติทางการจัดการ ที่ต้องปรุงและเสริฟไปให้ถึงความรู้สึกของลูกค้าได้ ลองนำไปปรับใช้ในองค์กรดูนะครับ หากมีข้อสงสัย ติชม แนะนำ ก็ติดต่อกันมาได้ 

ส่วนใครอยากรู้จัก ความรู้สึกของลูกค้า คืออะไร ดูเพิ่มเติมที่ Blog "ความรู้สึกลูกค้า"

ส่วนใครอยากรู้เพิ่มเติม รสชาติอื่นๆที่ต้องทำ ดูเพิ่มเติมได้ที่ Blog "พีรมิดสมรรถนะ"

มงคล  พัชรดำรงกุล
วิทยากร/ที่ปรึกษา/ผู้เชี่ยวชาญการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน 
LineID : naitakeab, Tel 081-8476479 
05 มีนาคม 2561









วันจันทร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2561

โอกาส-ทักษะ-ธุรกิจใหม่ เพื่อตอบสนองต่อการจัดการ Supply Chain ยุค 4.0

พบกันอีกครั้งแล้วนะครับ ครั้งนี้มาพบกับเนื้อหาการจัดการ Supply Chain กันอีกสักครั้ง

ที่ผ่านมา หลายคนคงจะซึมซับกับคำว่า Industry 4.0 กันจนมากพอสมควรและมีความเข้าใจดีแล้ว แต่จะมีสักกี่คนที่คิดจะใช้โอกาส หรือ Opportunities ที่ประเทศกำลังจะขับเคลื่อนไปสู่ 4.0 ครั้งนี้ มาพัฒนาตน พัฒนาธุรกิจ หรือสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ 

ผมเป็นคนหนึ่งที่มองและคิดอยู่เสมอว่า ทุกอย่างในโลกนี้มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เราจำเป็นต้องก้าวให้ทัน และใช้โอกาสกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงเหล่านั้นเพื่อสร้าง Value ให้ได้ 

หลายธุรกิจใหญ่ๆ ของโลก อาทิ FB, Alibaba, Amazon, Airbnb, Grab etc. ก็ใช้โอกาสของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างรายได้กันทั้งนั้น ดังนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะเริ่มลงมือทำของเราเองบ้าง ไม่มีคำว่าสายหรือช้าไปแน่นอน

โจทย์คือ ?
ถ้าเราเอาการจัดการ Supply Chain เป็นตัวตั้ง แล้วมีโอกาส ทักษะ หรือธุรกิจใดบ้าง ที่สามารถพัฒนาและทำให้มันเกิดขึ้นภายใต้ยุค 4.0 นี้ ผมเลยรวบรวมและศึกษาจากแนวคิดต่างๆ จากทั่วโลก และได้ตกผลึกเป็นภาพ "โอกาส ทักษะ หรือธุรกิจ เพื่อตอบสนองต่อการจัดการ Supply Chain ยุค 4.0" ดังนี้


ภาพที่1 : โอกาส (Opportunities) เพื่อการจัดการ Supply Chain ที่ดี ภาพใต้ Industry 4.0
จากภาพถ้าเราพิจารณาจากการเกิดขึ้นของ Industry 4.0 แล้ว เราจะสร้างโอกาสทางหน้าที่การงาน การเพิ่มพูนทักษะ หรือการสร้างธุรกิจใหม่ๆ  ด้านการจัดการโซุ่อุปทานได้อย่างไรบ้าง ผมแบ่งโอกาสที่อาจเกิดขึ้นและควรนำมาพัฒนาบุคลากรหรือองค์กรได้ 7 เรื่องคือ
  1. Integrated E2E Planning and Real time Execution
    • คือ การบูรณาการของการวางแผนการทำงานระหว่าง E2E ในแบบ End to End และ Enterprise to Enterprise รวมทั้งสร้างการทำงานแบบ Real Time เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินที่มีประสิทธิภาพของการจัดการตลอดโซ่อุปทาน แน่นอนครับการวางแผน (Plan) คือกระบวนหลักในการจัดการ Supply Chain และเป็นต้นกำเนิดของดำเนินงานด้านอื่นๆ (คลิกดูกระบวนหลักของการจัดการ Supply Chain) ดังนั้นเราต้องพัฒนาระบบการวางแผนของเรา หรือยกระดับ ERP ของเราให้สามารถรวบรวมและเชื่อมโยงข้อมูลผ่านการทำงานร่วมกับลูกค้า หรือ Supplier แบบ Real Time    
  2. SCM & Logistics Visibility
    • การทำให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกันสามารถมองเห็นเป็นหนึ่งเดียวตลอดโซ่อุปทาน คืออีก 1 โอกาสที่องค์กรควรทำให้เกิดขึ้น และอาจสร้างโอกาสทางธุรกิจในการพัฒนาระบบ Monitoring และระบบ Visual Management เพื่อใช้ในการดำเนินงานดังกล่าว โดยข้อมูลที่ต้องทำให้เห็นร่วมกัน,ทั้งโซ่อุปทาน เช่น
      • ข้อมูลการพยากรณ์ หรือปริมาณความต้องการ (Demand)
      • ข้อมูลและสถานะการจัดซื้อต่างๆ
      • ข้อมูลเกี่ยวกับ Inventory ที่จัดเก็บในแต่ละจุดที่เชื่อมโยงกัน
      • ข้อมูลเกี่ยวกับสถานะการผลิต กำลังการผลิต
      • ข้อมูลและสถานะการส่งมอบ 
      • ข้อมูลความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่างๆ เป็นต้น
  3. Prescriptive Supply Chain  Analytic
    • การวิเคราะห์ (Analytics) เป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งในยุคการทำงานแบบ 4.0 ดังนั้นกล่าวได้เลยว่า นี้คือโอกาส ที่สำคัญสำหรับการพัฒนาตัวตน และองค์กรให้มีศักยภาพในการทำ Analytics ซึ่งควรมองไปที่ระดับ Level 3 แต่ยังไงก็แล้วแต่หากยังไม่ได้เริ่มดำเนินการใดๆ เลย ก็คงเริ่มจากระดับ 1 ไปก่อน ทั้งนี้ทั้ง 3 ระดับ ประกอบด้วย 
      • ระดับที่ 1 : Descriptive Analytics เป็นรูปแบบของการวิเคราะห์ข้อมูลแบบพื้นฐานที่สุด โดยจะเน้นไปที่ความสามารถในการ “อธิบาย” ว่าเกิดอะไรขึ้นกับธุรกิจของ ผลการวิเคราะห์ในกลุ่มนี้ เช่น รายงานทางธุรกิจ รายงานการขาย ผลประกอบการ ผลการดำเนินงาน รวมถึงระบบ business intelligence (ฺBI)
      • ระดับที่ 2 : Predictive Analytics เป็นการพยายาม “พยากรณ์” สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยใช้ข้อมูลของสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต เข้ามาวิเคราะห์ร่วมกับโมเดลทางคณิตศาสตร์ หรือร่วมกับการใช้ เทคนิค data mining เพื่อพิจารณาความน่าจะเป็น ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่ทำงานแบบนี้ เช่น Application ประมวลผลเวลาที่จะใช้จากระยะทางและความเร็วที่เป็น
      • ระดับที่ 3 : Prescriptive Analytics ไม่เพียงแต่จะพยากรณ์ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่ยังสามารถ "ให้คำแนะนำ" เกี่ยวกับทางเลือกที่มี รวมถึงผลที่จะตามมาของแต่ละทางเลือกด้วย Prescriptive Analytics จำเป็นต้องใช้ข้อมูลที่กว้างขวาง หลากหลายมากกว่าเพียงแค่ข้อมูลในอดีต และตรงประเด็นนี้เองที่มีความเกี่ยวพันกับ Big Data เป็นอย่างมาก ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่ทำงานแบบนี้ เช่น การใช้ Google Map เลือกเส้นทางที่เหมาะสมจากข้อมูลการจราจรที่เกิดขึ้น
  4. Digital Sourcing
    • รูปแบบของการจัดหาจะเปลี่ยนไปสู่การทำงานแบบ Digital มากยิ่งขึ้น เช่น 
      • ในอดีตเน้นการดำเนินการที่ก่อให้เกิดต้นทุนต่ำสุด แต่ในยุคใหม่ไม่จำเป็น แต่ต้องตอบสนองต่อคุณลักษณะหรือคุณสมบัติที่ต้องการมากกว่า
      • ไม่มีอะไรที่ต้องทำให้สมบูรณ์แบบแล้วจะส่งต่อเพื่อดำเนินการต่อ (เช่น การจัดหาวัสดุ) แต่การทำงานจะเป็นแบบคู่ขนาน เพื่อลดระยะเวลาการทำงาน และสามารถปรับเปลี่ยนในทุกขั้นตอนของกระบวนการทำงาน ดังนั้นต้องมีความคล่องตัวในการปรับเปลี่ยนและแก้ไข
      • เปลี่ยนจากต่างคนต่างทำ (Silo) เป็นแบบบูรณาการ (Integrated) ดังนั้นต้องปรับรูปแบบการทำงานเพื่อรองรับ
      • ไม่มีผู้ใดครอบครองตลาดที่ชัดเจน แต่จะมีผู้ค้าที่กระจัดกระจาย ดังนั้นการวางแผนการทำงานรองรับการสั่งซื้อจากผู้ค้ารายเล็ก แต่ทำงานได้ได้ตรงความต้องการและคุ้มค่าจะเป็นทางเลือกมากขึ้น 
      • ระบบการทำงานที่ใช้เวลาน้อย และคล่องตัวต่อการปรับเปลี่ยน
  5. Intelligent Inventory Control
    • Inventory ถือว่าเป็น Asset (สินทรัพย์) อย่างหนึ่งที่เราจำเป็นต้องบริหารให้มีประสิทธิภาพ เพราะเราใช้เงินลงทุนจัดซื้อจัดหามาเพื่อแปลงสภาพหรือสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเรา มีมากเกินไปก็ก่อให้เกิดต้นทุนสูง มีน้อยเกินไปก็ไม่สามารถตอบสนองลูกค้าได้ทัน ดังนั้นเราจำเป็นต้องควบคุมให้การจัดการสินค้าคงคลังมีประสิทธิภาพ (คลิกดูกรอบกรอบแนวคิด-กระบวนการจัดการ Inventory ให้มีประสิทธิภาพ) อย่างไรก็ตามการสร้างระบบการทำงานให้สามารถควบคุมระดับ Inventory ได้อย่างเป็นอัตโนมัติและเหมาะสมและมีความเป็นอัจฉริยะ คือ โอกาสในการทำงานและธุรกิจที่ควรเป็น 
  6. Smart Warehousing and Logistics
    • การบริหารคลังสินค้าที่ดีในสมัยปัจจุบัน จะต้องสามารถรองรับการเคลื่อนย้ายของวัสดุหรือสินค้าไปยังลูกค้าหรือผู้ใช้งาน โดยเกิดการไหลได้อย่างสะดวก มีความรวดเร็ว สินค้าที่ถือครองต้องมีปริมาณที่เหมาะสม มีความแม่นยำทั้งสถานที่จัดเก็บ/ปริมาณการถือครอง และอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ภายใต้การดำเนินงานที่มุ่งขจัดความสูญเปล่าและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน และลดความเสี่ยงของการดำเนินงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ ทั้งภายใน และภายนอกองค์กร ดังนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะปรับเปลี่ยนไปสู่การดำเนินงานที่เป็น Smart Warehousing and Logistics นำระบบอัตโนมัติมาช่วยในการดำเนินงานมากขึ้น
  7. Smart Spare Part (MRO) Management
    • การเกิดของอุตสาหกรรม 4.0 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีการผลิต จากแรงงานคนไปเป็นเครื่องจักรมากยิ่งขึ้น ดังนั้นเราจำเป็นต้องบริหารระบบสนับสนุนให้เครื่องจักรสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งสิ่งสำคัญคือการบริหาร Spare Part หรือ MRO (Maintenance, Repair and Operation) ดังนั้น นี้คือโอกาส และทักษะที่จำเป็น ที่จะต้องสร้างให้เกิดขึ้น ทั้งนี้อาจพัฒนาไปสู่ความเชื่อมโยงกับระบบ Predictive maintenance
เป็นไงบ้างครับ โอกาส ทักษะ และธุรกิจใหม่ๆ ที่เป็นไปได้ เพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนการจัดการ Supply Chain ในยุคของ Industry 4.0 ทั้งนี้โดยความเป็นจริงอาจมีโอกาส หรือธุรกิจใหม่ๆ เกิดขึ้นได้อีกมากมาย ลองไปนั่งคิดและทบทวนดูนะครับ

และขอฝากไว้นะครับ "อย่าได้แค่มองว่าเทคโนโลยีไปไกลแค่ไหน แต่จงใช้โอกาสในการสร้าง Value จากเทคโนโลยีที่เป็น"

มงคล  พัชรดำรงกุล
วิทยากร/ที่ปรึกษา/ผู้เชี่ยวชาญการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน 
LineID : naitakeab, Tel 081-8476479 
05 มีนาคม 2561

วันอังคารที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

พีระมิดสมรรถนะ : ตัวชี้วัดเพื่อควบคุมและจัดการประสิทธิผลอย่างมีประสิทธิภาพทั้ง Supply Chain

บ่อยครั้งในการเข้าให้คำปรึกษาสถานประกอบการทั้งเล็ก-ใหญ่ จะรู้ได้ยังไงว่าบริษัทนั้นๆ มีประสิทธิภาพ แน่นอนครับเครื่องหนึ่งก็คือ "ตัวชี้วัด" หรือที่หลายๆ คนอาจเรียกว่า KPI หรือ Metric เพื่อบอกประสิทธิภาพตัวเองเทียบกับอดีต หรือคู่แข่ง หรือเทียบกับความคาดหวังของลูกค้า

แต่ก็อีกนั้นแหละ บางบริษัทมีแต่วัดประสิทธิภาพซะมากมาย จนบางทีใช้เวลาซะมากมายเพื่อจัดหาหรือจัดเตรียมข้อมูลมากกว่าการใช้เวลาเพื่อการทำงานหรือพัฒนาปรับปรุงงานให้ดีขึ้น

จริงๆ ตัวชี้วัดในองค์กร ไม่ได้จำเป็นต้องมีมากมายหรอก แต่ที่มีมันต้องครอบคลุมทุกกระบวนการทำงาน ครอบคลุมทั้ง supply chain และต้องไม่เอียงไปด้านหนึ่งเกินไป เพราะชีวิตการทำงาน การบริหารต้องมีสมดุล 555

blog ครั้งนี้ เลยนำเสนอตัวชี้วัดหลักทั้ง Supply chain เพื่อให้แต่ละบริษัทลองไปพิจารณานำไปใช้ดูนะครับ เผื่อจะได้ลด KPI ที่มีเป็น 100 ลงได้บ้างดูได้ตามภาพนี้เลยครับ

Core Supply Chain Metric

จากภาพ จะเห็นได้ว่าการมีตัววัด (Metric) ก็เพื่อ ช่วยวัดผลการดำเนินงาน เพื่อเอาผลการดำเนินงานมาวิเคราะห์ให้เข้าใจปัญหา แล้วนำปัญหาไปพัฒนาแก้ไขปรับปรุง โดยตัววัดที่จำเป็นตลอด Supply chain ตามภาพคือ

1. ความแม่นยำในการพยากรณ์ความต้องการ ( Demand Accuracy) ตัววัดนี้ ต้องเข้าใจก่อนนำไปใช้ด้วยนะ ว่าเป้าหมายการพยากรณ์ที่สำคัญนำไปใช้เพื่ออะไร จะได้ออกแบบรูปแบบการพยากรณ์ที่เหมาะสม ว่าวัดเป็นราย SKU ดีหรือเป็นกลุ่มดี รอบการวัดผล ควรเป็นอย่างไร และที่สำคัญต้องเข้าใจลักษณะของ Demand ว่าเป็นแบบใด ยิ่งถ้ารู้พฤติกรรมการกินของลูกค้าได้ ก็ยิ่งดี

2. อัตราความสามารถในการตอบสนองลูกค้า (Perfect order) คือ ความสามารถของบริษัทในการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้อย่างสมบูรณ์ โดยความสมบูรณ์ (Perfect) มี 4 มิติที่ต้องทำให้ได้ คือ ส่งได้ครบถ้วน ตรงเวลา คุณภาพดี เอกสาร-ข้อมูลถูกต้องสมบูรณ์

3. ต้นทุนรวมเพื่อตอบสนองความต้องการ (Total cost to serve) คือ ต้นทุนรวมทุกกระบวนงานตลอด Supply chain ที่ต้องใช้เงินเพื่อทำให้การเคลื่อนไหวของงาน และสินค้า ซื่งครอบคลุมถึงต้นทุนของวัตถุดิบที่จัดหามาด้วย โดยทั่วไปจะมีประมาณ 80-95% ของยอดขาย แต่บางบริษัทก็เกิน 100% จนขาดทุนไปเลยก็มี

4. รอบระยะเวลาเงินสด (Cash to Cash Cycle time) คือ ความสามารถในการเปลี่ยนเงินเป็นเงิน  โดยพิจารณาจาก 3 ปัจจัย คือ ระยะเวลารับเงิน ระยะเวลาจ่ายเงิน และระยะเวลาถือครองสินค้าคงคลัง โดยค่าที่คำนวนได้ยิ่งน้อยยิ่งดี โดยธุรกิจที่ดีถ้าสามารถซื้อเชื่อ ขายสด ไม่มีสินค้าคงคลัง รับรองได้ความสามารถในการเปลี่ยนเงินเป็นเงินดีแน่ สภาพคล่องก็ดีแน่ๆ เลย

5. ระยะเวลาชำระหนี้ (Account payable day) คือ จำนวนวันโดยเฉลี่ยในการชำระเงินให้เจ้าหนี้ หรือกล่าวสั้นๆ คือ credit term ที่เราได้จาก supplier นั้นเอง ยิ่งนาน ยิ่งดี เพราะเราจะได้มีเวลาในการแปลงวัตถุดิบเป็นเงิน โดยที่ยังไม่ต้องจ่ายเงินค่าวัตถุดิบ

6. ระยะเวลารับชำระหนี้ (Account Receiveable day) คือ จำนวนวันโดยเฉลี่ยที่เรารับเงินจากลูกค้า หลังที่เราได้ส่งมอบความต้องการให้ลูกค้าแล้ว ยิ่งได้เร็ว ก็ยิ่งดี รับเป็นเงินสดได้ ก็ดีใหญ่

7. ระยะเวลาในการถือครองสินค้าคงคลัง (Inventory day) คือ จำนวนวันที่เราเก็บสินค้าคงคลังไว้ครอบครอง โดยสินค้าคงคลังที่กล่าวถึงนี้ ครอบคลุม ทั้งวัตถุดิบ สินค้าระหว่างผลิต และสินค้าสำเร็จรูป ยิ่งน้อย ยิ่งดี หลายบริษัทพยายามทำให้เกิด Zero inventory มีเครื่องมือหลายตัวนำมาใช้ เช่น JIT, Consignment, VMI, Cross docking แต่อย่าลืมสินค้าคงคลังมีไว้รองรับความไม่แน่นอน ยิ่งกระบวนการใดที่ขาดความแน่นอน ไม่ไว้วางใจ ทำให้เราต้องมีสินค้าคงคลังรองรับเพียบ

8. คุณภาพของวัตถุดิบ (Raw material Quality) คือ ความน่าเชื่อถือของวัตถุดิบที่จัดซื้อจัดหา จะต้องดีทั้งตอนตรวจรับ และการนำไปใช้งาน

9. การส่งมอบวัตถุดิบตรงเวลาและครบถ้วน ( Raw material in full and on time) คือ ประสิทธิภาพการทำงานของ supplier ที่นอกจากส่งของดีมาให้ใช้แล้ว ของดีเหล่านั้นต้องมาตรงเวลา และครบถ้วนตามเวลาที่กำหนดกันไว้

10. จำนวนวันถือครองวัตถุดิบ (Raw material inventory day) คือ ระยะเวลาที่เราเก็บสินค้าคงคลังประเภทวัตถุดิบไว้เพื่อรอใช้งาน ยิ่งเก็บไว้นานยิ่งไม่ดี ต้นทุนจม สภาพคล่องหาย วัตถุดิบก็มีโอกาสเสียหายได้ง่าย

11. ต้นทุนการจัดซื้อ (Purchasing Cost) คือ ต้นทุนการดำเนินงานต่างๆ ที่จ่ายไปเพื่อให้ได้วัตถุดิบมา เช่น ค่าแรงพนักงาน ค่าขนส่ง ค่า shipping ค่าประกัน... นั้นบางครั้งการสั่งซื้อแต่ละครั้งต้องดูด้วยว่าควรซื้อจากแหล่งใดที่ทำให้ต้นทุนการสั่งซื้อเหมาะสม ไม่ใช่ดูแต่ราคาวัตถุดิบอย่างเดียว

12. ต้นทุนวัตถุดิบทางตรง (Direct Material Cost) คือ มูลค่าของวัตถุดิบที่จัดซื้อ การมีแหล่งวัตถุดิบที่มีราคาต่ำ คุณภาพตามเกณฑ์ ย่อมนำซึ่งความได้เปรียบในการแข่งขัน เป็นหน้าที่ที่เราต้องพัฒนาร่วมกับ supplier เพื่อให้เกิดต้นทุนที่น้อยลงจำไว้เสมอครับ "Waste ที่ Source คือ Cost ที่เรา"

13. ต้นทุนแต่ละด้านต่อยอดขาย (Cost Details) คือ การวัดต้นทุนการดำเนินงานในแต่ละด้านต่อยอดขาย เช่น ต้นทุนคลังสินค้า ต้นทุนสินค้าคลัง ต้นทุนการผลิต ต้นทุนขนส่ง ต้นทุนคุณภาพ ต้องทุนการบริการจัดการ เป็นต้น ยิ่งเราแจกแจงได้ละเอียด ก็ยิ่งเป็นประโยชน์ ดังนั้นพื้นฐานื่สำคัญ คือบริษัทควรทำ  Activity Base Costing

14. อัตราการผลิตได้ตามแผน ( Scheduling Achievement) คือ ความสามารถด้านการผลิตที่สามารถดำเนินงานได้ตามแผนงานที่กำหนดไว้ โดย 2 ปัจจัยหลัก ที่ควรควบคุมคือ ประสิทธิภาพของเครื่องจักร ซื่งโดยปกติวัดผ่าน OEE และประสิทธิภาพการทำงานของคน เพื่อให้ได้เท่ากับหรือดีกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้

15. อัตราการใช้กำลังการผลิต  (Plant utilization) คือ การวัดเพื่อพิจารณาว่าสินทรัพย์ที่เราลงทุนไปทั้งเครื่องจักร อาคารสถานที่ ระบบอัตโนมัติต่างๆ ได้ถูกใช้เต็มกำลังความสามารถแล้วใช่หรือไม่

16. จำนวนวันถือครอง WIP และ FG คือ ระยะเวลาที่จัดเก็บสินค้าระหว่างผลิต (WIP)  และสินค้าสำเร็จรูป (FG) ไว้ในครอบครอง ยิ่งมีมาก จะไม่ดี เพราะต้นทุนจม สภาพคล่องหาย ความสูญเปล่าด้านอื่นๆ จะตามมา

17.ระยะเวลาในการดำเนินงานตามคำสังซื้อ (Order Cycle Time) คือ ระยะเวลารวมที่ใช้ในการดำเนินงานเพื่อส่งมอบความต้องการไปยังลูกค้า หรือ Lead time ของการทำงานนั้นเอง โดยปกติจะแบ่งเป็น 3 ส่วนหลักคือ  Lead time ในการผลิต, Lead Time ในการส่งมอบ และ Lead Time ในการจัดหาวัตถุดิบ แต่ถ้าหากใครสามารภแบ้งได้ย่อยกว่านี้ก็จะดียิ่งขึ้นครับ

18. อัตราความยืดหยุ่นหรือความคล่องตัวต่อการเปลี่ยนแปลง (Agility Rate) คือ ความสามารถในการปรับเปลี่ยนตามความต้องการที่เพิ่มขึ้น ลดลง เปลี่ยนรุ่น เลื่อนเข้า เลื่อนออก โดยสามารถปรับเปลี่ยนได้และตอบสนองได้รวดเร็ว แต่มีความเสียหายเกิดขึ้นน้อย

และเพื่อให้เกิดความเข้าใจมากยิ่งขึ้น ผมมี VDO และบรรยากาศที่ได้ไปบรรยายเรื่องตัวชี่วัดสมรรถนะที่ต้องควบคุมตลอดโซุอุปทานกับกิจกรรม Logistics Showcase ครั้ง 8 เมื่อ 18 ก.ค 60 มาให้ชมกันครับ

ไปดูกันได้เลยและขอให้มีความสุขกับการชมนะครับ



และต้องขอบคุณสำนักโลจิสติกส์ที่ได้ให้โอกาสไปร่วมแชร์องค์ความรู้ในครั้งนี้ด้วยนะครับ
#เรียนรู้ที่จะให้ก็สุขใจที่จะรับ #SCOR

วันอังคารที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

Supply Chain Excellence House : The Model of Supply Chain Management

สำหรับภาษาไทย

Many people who are interested in supply chain management still have a question in mind whether to develop supply chain management systematically.

This blog will be introduce about the model of supply chain management which integrated the concept of Lean,TQM and SCOR model plus the consulting experience in Thailand.

This supply chain management model was presented via the picture of house to explain the connectivity of activities that need to focus and take action in supply chain. See the picture for detail.
Supply Chain Excellence House : Model of Supply Chain Management 







The picture above is the model of supply chain management that have the structure for develop to be excellence following 
  1. Groundwork This section are skills development of the personnel to perform each task in accordance with the operational process. The components of skill development are three areas of importance: aptitude, experience, and training.
  2. Floor This section is the "supply chain information technology" management which must right information to use in the right situation and place. Organization must establish the system to manage and monitoring information that linked whole supply chain to be meet the needs of customers and corporate strategy. The Supply Chain information technology such as 
    • Software Systems 
    • Electronic Data Interchange (EDI) 
    • Material Requirements Planning (MRP)
    • Enterprise Resource Planning (ERP)
    • Supply Chain Management Systems (SCM)
    • Customer Relationship Management (CRM)
    • Internet-based Software
    • Network Infrastructure
    • Wide Area Network,
    • Internet (for E-commerce: B2B, B2C) etc.
  3. Process-Pillar This section are the primary management processes to organized,controlled and developed to be more effective. The processes contains selling / marketing, Plan,Source, Make, Deliver and Enable.
  4. Tools/Practice Pillar This section This section start with a simple tool and developed in the following order.
    • Waste Elimination. This is the Lean concept to eliminate the wastes whole Supply Chain 
    • Standard practice, Standard practices are how a wide range of companies have historically done business by default or happenstance.These well-established practices do the job, but don’t provide a significant cost or competitive advantage over other practices. Risk: Low, Results: Low
    • Best practices, Best practices are 'current', 'structured' and 'repeatable' practices that have had a proven and positive impact on supply chain performance. Risk: Moderate, Results: Moderate. 
    • Innovation practices, Innovation practices are the new creation technology, knowledge or radically different ways of organizing processes. Risk: High, Results: High. 
  5. Driven  Management Pillar This section are the various on management to drive all activities in organization and linked whole supply chain to promote systematic and consistent development to be effective. 5 driven managements are 
    • Policy Management 
    • Daily Management
    • Collaboration Management 
    • Risk Management 
    • Bottom-Up Activity such as 5S, Kaizaen, QCC
  6. Concepts/Core Value Pillar This section are the This section are the concepts, behaviors, core value of team should be created and embedded in the organization to achieve excellent performance. Core Values and concepts are the foundation for linking work processes under the same supply chain.
  7. Beam This section are the performance indicators to measure the process activities whole supply chain.The measurement is divided into 3 main groups and 7 attributes
    • External Focus :  The performance indication for response and support  the customer are including 3 attributes ; Reliability, Rapidly, Agility  
    • Internal Focus :  The performance indication for response and support  the organization are including 3 attributes ; Revenue, Cost, Asset Management Efficiency 
    • Social Focus :  The performance indication for response and support social and excellent foundation for environmental accounting and sustainable in the supply chain  
  8. Roof This section is Final result of improvement and development. This leads the organization to excellence in supply chain management. 
How do you feel about this "The Supply chain Excellence House"  the model of Supply chain Management?  Hope it's useful for you and someone who read this blog. If your have any question or advice, don't hesitate to contact me.

Mongkol  Patcharadamrongkul
Instructor/Consultant
Expert in Productivity Improvement, Logistics and Supply Chain Management,
Thailand, Tel 081-8476479, E-mail : naitakeab@gmail.com 

13 February 2018

SCOR 12.0 : Version ใหม่ล่าสุด ของการจัดการโซ่อุปทานจาก APICS

เมื่อ 11 ตุลาคม 2560 ทาง APICS ได้ประกาศเปลี่ยนแปลง Ver. ของ SCOR เป็น SCOR 12.0 ซึ่งน่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลง Version  ของ SCOR เป็นครั้งแรกหลังจากการ Merge กัน ของ SCC และ APICS เมื่อปี 2014 โดยภายใต้การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ มีหลายอย่างที่ได้พัฒนาปรับปรุง และน่าสนใจ อาทิ
  1. การเปลี่ยนรูปแบบการสร้าง Workflow เพื่อเชื่อมโยงการทำงานทั้ง Supply Chain โดยสามารถทำได้ผ่าน SCOR BPM Accelerator
  2. ปรับแแก้คำนิยามต่างๆในกระบวนการ Make, Deliver, Enable ให้เข้าใจ และเป็นนิยามที่ใช้กันทั่วไปมากขึ้น
  3. กำหนดให้ SCOR เป็นตัวแทนของการจัดการ Supply Chain และเป็น Element สำคัญใน Value Chain ของ APICS Framework
  4. Process-Hirarsky
    ที่มา : Supply Chain Operations Reference Model :SCOR Version 12.0, www.apics.org
  5. จัดทำ SCOR Process Hierarchy ให้เข้าใจได้ง่ายหน่อย ดังภาพ 
  6. ด้าน Performance มีการปรับเปลี่ยนตัววัด โดยการเปลี่ยน Total Cost To serve เป็น Total Supply Chain Cost (CO.1.1) และนำ Cost of Goods Sold (COGS) (CO.1.2) กลับมาอยู่ใน Performance Attribute Level-1 อีกครั้ง รวมทั้งปรับแก้ตัววัดหลัก Level-1 ด้าน Agility จาก 4 ตัวเหลือเพียง 3 ตัว
  7. scor-racetrack
    ที่มา : Supply Chain Operations Reference Model :SCOR Version 12.0, www.apics.org
  8. เพิ่ม SCOR Improvement Program and SCOR Racetrack เพื่อให้สะดวกในการนำไปเป็นแนวทางในการพัฒนาปรับปรุง
  9. มีการเพิ่ม Emerging Practice ใหม่่เข้ามาหล่ายตัว คือ
    1. BP.176 Omni-channel
    2. BP.177 Additive Manufacturing
    3. BP.178 Block Chain
    4. BP.179 Demand Driven MRP
    5. BP.180 Demand Driven S&OP
    6. BP.181 Digital Supply Chain
    7. BP.182 Internet of Things
    8. BP.183 Integrated Business Planning
    9. BP.184 Scenario Planning
    10. BP.188 SCM Object Synchronization – “3/4-way Match”
  10. มีการยกระดับหลักปฏิบัติเป็น Best Practice คือ
    1. BP.173 Supply Chain Risk Monitoring
    2. BP.174 Supply Chain Risk Assessment
    3. BP.175 Metadata
    4. BP.185 Cost of Quality
    5. BP.186 Data / Analytics
    6. BP.187 Supply Chain Finance
    7. BP.180 Demand Driven S&OP
    8. BP.181 Digital Supply Chain
    9. BP.182 Internet of Things
    10. BP.183 Integrated Business Planning
    11. BP.184 Scenario Planning
    12. BP.188 SCM Object Synchronization – “3/4-way Match”
ลองไปศึกษาเพิ่มเติมกันนะครับ ผมว่ามีหลายอย่างน่าสนใจ และทันสมัยมากขึ้น ง่ายต่อการใช้มากขึ้นด้วย และต่อจากนี้ เมื่อคุยเรื่อง SCOR ต้องบอกว่า SCOR 12.0 ไม่งั้นเชยแน่นอน 555..มีความสุขในการการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงตามเทคโนโลยีของโลกทุกคนนะครับ

สำหรับใครที่สนใจบทความเกี่ยวกับ SCOR Model นำองค์ประกอบของ SCOR ไปประยุกต์ใช้ ผมได้ที่เขียนไว้ สามารถเข้าดูเพิ่มเติมได้ที่นี้ครับ

  1. กลั่น SCOR Model : Model เพื่อการจัดการโซ่อุปทาน ให้เรียนรู้และเข้าใจ ใน 1 Page
  2. Supply Chain Excellence House (ตัวแบบสู่ความเป็นเลิศในการจัดการโซ่อุปทาน)

มงคล  พัชรดำรงกุล
วิทยากร/ที่ปรึกษา/ผู้เชี่ยวชาญการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน 
LineID : naitakeab, Tel 081-8476479 

วันพฤหัสบดีที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

พีระมิด (Pyramid) สมรรถนะการจัดการสินค้าคงคลัง

English Version

ที่ผ่านมาผมได้เขียน Blog เกี่ยวกับการจัดการสินค้าคงคลังมาแล้ว 2-3 ฺBlog ไม่ว่าจะเป็น
กรอบแนวคิดในการจัดการสินค้าคงคลัง
การจัดแบ่งสินค้าคงคลังที่ไม่จำเป็นต้อง ABC
การถือครองสินค้าเท่าไรดีที่เหมาะสม

ซึ่งแต่ละเรื่องส่วนใหญ่จะเขียนจากประสบการณ์ในการเข้าให้คำปรึกษา และการบรรยายตามหน่วยงานต่างๆ ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานไม่มากก็น้อย และหวังว่าที่ผ่านมาจะมีคนที่ได้อ่านนำไปประยุกต์ใช้งานกันบ้างแล้ว

สำหรับครั้งนี้ ขอนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับการจัดการสินค้าคงคลังอีกครั้ง แต่ขอเน้นไปที่การวัดสมรรถนะของการจัดการสินค้าคงคลัง  เพื่อจะได้รู้ว่าสิ่งที่เรากำลังดำเนินการอยู่นั้น มีสมรรถนะที่ดีแล้วใช่หรือไม่ มีอะไรบ้างที่เราควรวัด เพื่อนำผลที่วัดได้นำไปสู่การพัฒนาปรับปรุงให้ดีขึ้นๆ อย่างต่อเนื่อง

เมื่อกล่าวถึงเรื่องของสมรรถนะ บ่อยครั้งผมมักจะใช้รูปภาพพีระมิด (Pyramid) เป็นตัวอธิบาย เช่น พีรมิดสมรรถนะเพื่อการจัดการและควบคุมตลอดโซ่อุปทาน ผมว่ามันทำให้เข้าใจได้ชัดเจนดีและเห็นภาพ โดยยอดของพีรมิดคือเป้าหมายขั้นสุดท้าย ไล่ลงไปเรื่อยๆ คือ สมรรถนะของการทำงานสนับสนุนเป้าหมายหลัก เช่นเดียวกัน สมรรถนะของการจัดการสินค้าคงคลัง ผมก็นำภาพพีระมิดมาใช้อธิบาย ดังภาพ

Inventory Management Performance Indicator
พีระมิดสมรรถนะการจัดการสินค้าคงคลัง : By Mongkol P, naitakeab@gmail.com

จากภาพผมนำแนวคิดการการวัดผลสมรรถนะในการจัดการโซ่อุปทานเป็นตัวตัั้งในการกำหนดแนวคิดสำหรับการวัดผล กล่าวคือ สมรรถนะที่ดีควรวัดผ่าน 5 ด้าน  คือ ความน่าเชื่อถือ (Reliability) ความรวดเร็วในการตอบสนอง (Responsiveness) ความคล่องตัว (Agility) ต้นทุน (Cost) และประสิทธิภาพของการจัดการสินทรัพย์ (Asset management Efficiency) แลดะแต่ละด้านจะมีตัววัดสมรรถนะหลักๆ ทีี่ควรมี ดังนี้

  1. สมรรถนะด้านความน่าเชื่อถือ (Reliability) ด้านนี้จะประกอบด้วย 2 ตัวชี้วัดหลักที่ต้องวัดผล คือ 
    • สินค้าขาดแคลน (Stock out) 
    • ความแม่นยำของของสินค้าคงคลัง (Stock Accuracy)
  2. สมรรถนะด้านความรวดเร็วในการตอบสนอง (Responsiveness) ด้านนี้จะประกอบด้วย 2 ตัวชี้วัดหลักที่ต้องวัดผล คือ 
    • อายุของสินค้าคงคลัง (Stock Aging) 
    • ระยะเวลาในการจัดซื้อ-จัดหา-จัดเตรียมสินค้าสินค้าคงคลังนั้น (Lead time)
  3. สมรรถนะด้านความคล่องตัวในการดำเนินงาน (Agility) ด้านนี้จะประกอบด้วย 2 ตัวชี้วัดหลักที่ต้องวัดผล คือ
    • อัตราความยืนหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงของ Supplier
    • อัตราการขาย (Sell-Through Rate) หรืออาจใช้อัตราสินค้าคงคลังต่อยอดขายก็ได้ 
  4. สมรรถนะด้านต้นทุน (Cost) ด้านนี้จะประกอบด้วย 4 ตัวชี้วัดหลักที่ต้องวัดผล คือ
    • ต้นทุนการจัดซื้อ/จัดหา
    • ต้นทุนมูลค่าสินค้า
    • ต้นทุนการจัดเก็บ
    • ต้นทุนจากการขาดแคลน
  5. สมรรถนะด้านประสิทธิภาพในการจัดการสินทรัพย์(Asset management Efficiency) ด้านนี้จะประกอบด้วย 4 ตัวชี้วัดที่ต้องวัดผล คือ
    • รอบระยะเวลาเงินสด (Cash to Cash Cycle Time) -วัน
    • ระยะเวลาในการชำระหนี้ (Account Payable) - วัน
    • ระยะเวลาในการรับชำระหนี้ (Account Receivable) - วัน
    • จำนวนวันในการถือครองสินค้าคงคลัง (Inventory Days) ซึ่งสามารถจำแนกเป็น RM (Raw material), WIP (Works in Process) และ FG (Finish Good)
นอกจากนี่ยังมีอัก 2 ตัวชี้วัด ซึ่งมีผลและสัมพันธ์กับตัววัดสมรรถนะทั้ง 5 ด้าน ซึ่งอยู่ส่วนบนของ พีระมิดสมรรถนะนี้ ก็คือ

    • ความแม่นยำในการพยากรณ์ (Demand Forecast Accuracy)
    • อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) 

หากใครต้องการ หรืออยากได้วิธีการวัดผลในแต่ะตัว คงต้องติดต่อเป็นการส่วนตัวนะครับ (ถ้ารอไม่ไหว 555) แต่ถ้ารอไหวก็รอติดตามกันต่อใน Blog ถัดๆไปนะครับ เพราะมันมีเนื้อหาที่ต้องอธิบายประกอบพอสมควร หากมีคำแนะนำติชมใดๆ ก็ยินดีครับ แล้วพบกันใหม่ใน Blog ต่อไปครับ

มงคล  พัชรดำรงกุล
วิทยากร/ที่ปรึกษา/ผู้เชี่ยวชาญการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน 
LineID : naitakeab, Tel 081-8476479 
07 กุมภาพันธ์ 2561




วันอังคารที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

กรอบแนวคิด-กระบวนการจัดการ Inventory ให้มีประสิทธิภาพ

English Version

ผู้บริหาร หรือผู้ปฏิบัติงานหลายคนที่ทำงานด้านการจัดการโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ ส่วนใหญ่จะมีกิจกรรมที่เชื่อมโยงเกี่ยวกับการบริหารจัดการสินค้าคงคลัง หรือ Inventory Management ซึ่งในทางการบริหารแล้ว เราถือว่า Inventory เป็น Asset (สินทรัพย์) อย่างหนึ่งที่เราจำเป็นต้องบริหารให้มีประสิทธิภาพ เพราะเราใช้เงินลงทุนจัดซื้อจัดหามาเพื่อแปลงสภาพหรือสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเรา ดังนั้นหากสินค้าคงคลังที่ถือครองอยู่

  • มีมากก็เป็นปัญหา - ถ้าเราซื้อมาเก็บก็ทำให้มีต้นทุนการเก็บรักษาที่สูง สินค้าอาจเสื่อมสภาพ หมดอายุ ล้าสมัย ถูกขโมย หรือสูญหาย เงินที่จมลงทุนไปกับสินค้าคงคลังก็ไม่สามารถนำไปหาประโยชน์ในด้านอื่นไม่ได้
  • มีน้อยก็เป็นปัญหา - ถ้าเรามีสินค้าคงคลังที่น้อยเกินอาจประสบปัญหาสินค้าขาดแคลน (Stock Out) สูญเสียโอกาสในการขายสินค้าให้แก่ลูกค้า เป็นการเปิดช่องให้คู่แข่งขันเข้ามาทดแทน และอาจเสียลูกค้าไปในที่สุด

โดยแนวคิดการปฏิบัติงาน เหตุที่เราต้องมีสินค้าคงคลัง ก็เพราะเราต้องมีไว้เพื่อรองรับความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นจากสิ่งเหล่านี้ คือ
  1. ความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของตลาด
  2. ความต้องการที่เร่งด่วนของลูกค้า
  3. ความผิดพลาดหรือความล่าช้าในการผลิต
  4. ความผิดปกติสึกหรอของเครื่องจักร
  5. ความไม่แน่นอนของผู้ขายหรือกระบวนการก่อนหน้า
แน่นอนครับความไม่แน่นอนทั้ง 5 เป็นสิ่งที่มีความยากในการควบคุม จนเป็นเหตุให้เราจำเป็นต้องมีวัสดุหรือสินค้าคงคลัง แต่ถ้าการมีสินค้าคงคลังแล้วขาดการจัดการที่มีประสิทธิภาพ ก็เปรียบเสมือนการเดินบนเส้นทางธุรกิจที่มีความเสี่ยงจากสภาพที่ไม่สมดุลย์ (มากไป-น้อยไป) ดังนั้นหากเราจะบริหารจัดการสินค้าคงคลังให้มีประสิทธิภาพควรทำอย่างไรดี

ผมได้สร้างเป็นภาพความสัมพันธ์ของกิจกรรมการบริหารสินค้าคงคลังที่เราต้องเข้าใจ และได้ทำให้เป็นความเชื่อมโยงและดำเนินการอย่างเป็นระบบ (Systematic) เพื่อให้ง่ายต่อการอธิบายดังภาพ

กระบวนการจัดการสินค้าคงคลังให้มีประสิทธิภาพ : By Mongkol P., naitakeab@gmail.com

จากภาพจะเห็นได้ว่าแนวทางในการจัดการสินค้าคงคลังให้มีประสิทธิภาพ ควรดำเนินการดังนี้

  1. แบ่งกลุ่มการใช้ คือ บอกให้ได้ว่าวัสดุ/สินค้าคงคลังที่มียังจำเป็นที่จะต้องใช้งานอยู่ใช่หรือไหม นึกถึงหลักการ 5ส นี้คือ ส.ตัวแรกเลย คือ ส.สะสาง
  2. สินค้าคงคลังที่จำเป็นต้องใช้ให้นำมาจัดกลุ่มใหม่ เมื่อเราทราบว่าสินค้าคงคลังใดจำเป็นต้องใช้ ในขั้นตอนถัดไปที่เราต้องทำ คือ จัดกลุ่มใหม่ให้เหมาะสม ซึ่งหลายๆ องค์กรนิยมแบ่งกลุ่มเป็น ABC แต่ในความเป็นจริงการแบ่งกลุ่มไม่ได้มีแค่นี้ ลองดูอ่านข้อมูลเพิ่มเติมจาก Blog "เพราะ Inventory ไม่ได้แบ่งแค่ ABC ลองจัดให้เหมาะแบบ VED-SED ดูบ้าง" จะช่วยให้ได้คำตอบเพิ่มขึ้นนะครับ
  3. ดำเนินการคาดการณ์ความต้องการใช้ในอนาคต ใช่แล้วครับ สินค้าแต่ละรายการจะต้องได้รับการคาดการณ์ความต้องการใช้ หรือการทำ Forecasting นั่นเอง ซึ่งศาสตร์ของพยากรณ์ให้มีความแม่นยำสำหรับแต่ละองค์กร เป็นเรื่องที่สำคัญ และในแต่ละองค์กร แต่ละช่วงเวลาก็ไม่จำเป็นต้องใช้เทคนิคการพยากรณ์ที่เหมือนกัน เลือกให้เหมาะสมกับองค์กรคือ ดีที่สุด ครับ
  4. กำหนดปริมาณการสั่งซื้อ/ROP/SS ที่เหมาะสม  ในขั้นตอนนี้คือการคำนวนหาปริมาณ  และช่วงเวลาในการสั่งซื้อหรือเติมเต็มให้เหมาะสม พร้อมทั้งหาจุดสั่งซื้อ (ROP: Reorder point) และ SS (Safety Stock) ที่เหมาะสม โดยเครื่องมือที่มักนำมาใช้บ่อยๆ เช่น EOQ, MRP, Fix order etc) และอย่าลืมนะครับทุกครั้งที่คำนวนอย่าลืมพิจารณาเทียบกับระดับ Service Level ด้วย จะยิ่งมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
  5. กำหนด Parameter ในการสั่งซื้อ  ระบบการสั่งซื้อในปัจจุบันมักนิยมทำงานผ่าน ERP แต่ต้องเข้าใจว่า ต่อให้ ERP ดี ฉลาดและเก่งแค่ไหน มันไม่ฉลาดแน่นอนถ้า Input parameter ไม่ถูกต้อง ดังนั้นอย่าลืมตรวจสอบและเปลี่ยน parameter ของระบบการสั่งซื้อให้ถูกต้องด้วยนะครับ
  6. ดำเนินการสั่งซื้อ  เมื่อทุกอย่างกำหนดเรียบร้อยแล้ว ก็ดำเนินการจัดซื้อให้เป็นตามเงื่อนไขที่เราได้กำหนดไว้ จะใช้คน หรือ e-procurement แล้วแต่ความพร้อมขององค์กร แต่ควรควบคุมการทำงานของ Supplier ให้เป็นไปตามเงื่อนไขนั้นๆ
  7. ตรวจสอบ/ประเมินผลการดำเนินงาน  สิ่งสำคัญที่ต้องทำและขาดไม่ได้ คือ การสร้างระบบการตรวจสอบและควบคุมประสิทธิภาพการดำเนินงานเพื่อเป็นกระจกสะท้อนสิ่งที่ดำเนินการ โดยทั่วไปตามหลักการของ Supply Chain การวัดผลที่ดีต้องว่า 5 ด้าน คือ ความน่าเชื่อถือ (Reliability) ความรวดเร็วในการตอบสนอง (Responsiveness) ความคล่องตัว (Agility) ต้นทุน (Cost) และประสิทธิภาพของการจัดการสินทรัพย์ (Asset management Efficiency) โดยสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Blog "พีระมิดสมรรถนะ : ตัวชี้วัดเพื่อควบคุมและจัดการประสิทธิผลอย่างมีประสิทธิภาพทั้ง Supply Chain"  ทั้งนี้ผลลัพธ์จากการตรวจสอบและควบคุม สามารถนำเครื่องมือหรือหลักการปฏิบัติต่างๆ (Tools and Practice) ที่มีมากมายมาใช้ในการพัฒนาปรับปรุงให้ดีขึ้นๆ และอย่าลืมวนกลับไปทบทวนการจัดแบ่งสินค้าคงคลังให้เหมาะสมอยู่เสมอๆ ด้วยนะครับ 
เป็นไงบ้างครับ แนวทางการจัดการสินค้าคงคลังที่มีประสิทธิภาพ คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่อ่านและผู้ที่พบเห็น Blog นี้ทุกท่านนะครับ แนะนำติดชม ใดๆ ก็ยินดีครับ

มงคล  พัชรดำรงกุล
วิทยากร/ที่ปรึกษา/ผู้เชี่ยวชาญการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน 
LineID : naitakeab, Tel 081-8476479 
06 กุมภาพันธ์ 2561

วันศุกร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

เพราะ Inventory ไม่ได้แบ่งแค่ ABC ลองจัดให้เหมาะแบบ VED-SED ดูบ้าง

ช่วงนี้หลายสถานประกอบการ หลายๆหน่วยงานกำลังขับเคลื่อนและผลักดันให้เกิดการใช้เทคโนโลยีในการผลิต เกิดการใช้เครื่องจักร Robotics ระบบอัตโนมัติ ระบบ AI และสิ่งไม่มีชีวิตอีกหลายชนิด เพื่อทำหน้าที่ปฏิบัติงานแทนแรงงาน

แน่นอนครับ การเกิดขึ้นของสิ่งเหล่านี้ย่อมมีผลกระทบต่อการทำงานสำหรับแรงงาน แม้มันจะไม่บ่น ไม่กินข้าว ไม่เรียกร้องโบนัส สวัสดิการ แต่ในทางกลับกันในทุกๆ เดือนสิ่งไม่มีชีวิตเหล่านี้จะกิน Resource อื่นๆ  เช่น พลังงาน สารหล่อลื่น และอะไหล่สำหรับซ่อมแซมเมื่อมันสึกหรอ ซึ่งแต่ละเมนูส่วนใหญ่จะแพง และนำเข้าเป็นส่วนใหญ่ ปล่อยให้กินทิ้งกินขว้างไม่เป็นผลดี นอนจอดรอก็ไม่ดี และเงินจมแน่นอน สุดท้าย Asset Management Efficiency ก็ลดลง

คำถามมีอยู่ว่า "แล้วเราวางระบบการดูแลคลังเสบียงของสิ่งไม่มีชีิวิตเหล่านี้ดีแล้วหรือยัง?

Blog นี้ผมเลยขอเสนอเทคนิคในการบริหารคลังเสบียงของสิ่งไม่มีชีวิตเหล่านี้ มาดูกันว่าควรทำไง

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าศาสตร์ของการบริหารสินค้าค้งคงคลังที่ผู้คนส่วนใหญ่ร่ำเรียนกันมาจากสำนักตักศิลาต่างๆ มักจะบอกว่า การจัดกลุ่มของสินค้าคงคลังจะใช้หล้ก ABC Classification

"ABC คือ การจำแนกวัสดุคงคลังเป็นประเภท โดยพิจารณาปริมาณและมูลค่า ความต้องการวัสดุคงคลังแต่ละรายการเป็นเกณฑ์ เพื่อลดภาระในการดูแล ตรวจนับ และควบคุมวัสดุคงคลังที่มีอยู่มากมาย ซึ่งถ้าควบคุมทุกรายการอย่างเข้มงวดเท่าเทียมกัน จะเสียเวลาและค่าใช้จ่ายมากเกินความจำเป็น "

แต่สำหรับการจัดการคลังเสบียงของพวกอะไหล่หรือ Spare part ซึงในภาษาสากลเรียกว่า MRO-Maintenance Repair and Operation อาจไม่เหมาะสมสำหรับการแบ่งแบบ ABC แต่ควรแบ่งตามหลักของ VED Classification ซึ่งเป็นปัจจัยที่ 1 ที่ต้องพิจารณา

"VED Classification ป็นการแบ่งสินค้าคงคลังตามค่าความวิกฤตของวัสดุแต่ละประเภท โดยสามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีความสำคัญมาก (Vital), กลุ่มที่มีความจำเป็น (Essential) และกลุ่มที่มีความสำคัญน้อย (Desirable)" ดังภาพ

เอาละซิทำไมจึงเป็นเช่นนั้น เพราะว่าพวกอะไหล่และอุปกรณ์สนับสนุนต่างๆ เป็นวัสดุเฉพาะ และมักใช้ทดแทนกันไม่ได้ ดังนั้นถ้าไม่มี จะส่งผลโดยตรงต่อกระบวนการทำงาน เครื่องจักรและอุปกรณ์ อาจใช้ไม่ได้ และบางครั้งมีผลโดยตรงต่อคุณภาพการผลิตและระบบสิ่งแวดล้อม และบางรายการกฎหมายกำหนดต้องมีขาดไม่ได้ เช่น อุปกรณ์เกี่ยวกับระบบความปลอดภัยหรือระงับเหตุฉุกเฉินเป็นต้น

ยิ่งไปกว่านั้นวัสดุเหล่านี้ไม่ใช่จะหาซื้อกันง่ายๆ มีขายโดยทั่วไป สั่งซื้อแต่ละครั้งต้องใช้เวลา ยิ่งเครื่องจักรอุปกรณ์ที่ใช้มานาน หรือซื้อมือ 2 มาใช้ ยิ่งไม่รู้เลยจะซื้อจากที่ไหน เพราะผู้ที่เคยดูแลในอดีตก็หายตัวไปจากองค์กรแล้ว ดังนั้นปัจจัยที่ 2 ที่ต้องพิจารณาเพิ่ม คือ SED Classsifaction

"SED Classification ป็นการแบ่งสินค้าคงคลังตามช่วงในเวลาในการส่งมอบหรือ Lead time ของการสั่งซื้อ โดยสามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มขาดแคลน (Scarce), กลุ่มซื้อยาก-นาน (Difficult) และกลุ่มซื้อง่าย (Easy)" ดังภาพ


และเมื่อ 2 ปัจจัยนี้มีผลต่อการดำเนินงาน งั้นเราก็ต้องนำ 2 ปัจจัยนี้มาพิจารณาองค์ประกอบร่วม และเกิดเป็นแนวทางในการจัดการสินค้าคงคลังประเภท VED-SED Classification 

"VED-SDE คือ การจัดแบ่งสินค้าคงคลังใน 2 มิติ โดยใช้ความสำคัญ/จำเป็นของวัสดุนั้นๆ กับ L/T ในการสั่งซื้อหรือจัดหาวัสดุ"  


โดยจากภาพจะเห็นได้ว่าเราสามารถแบ่งวัสดุออกได้เป็น 9 กลุ่ม ซึ่งในทางปฏิบัติเราอาจควบรวมบางกลุ่มเพื่อบริหารร่วมกันได้ โดยมีนัยสำคัญที่ต้องดำเนินการต่างๆ เช่น

1. กรณีสินค้าคงคลังมีความสำคัญมาก (V-Vital) และใช้ระยะเวลาในการจัดซื้อหรือจัดหานานเนื่องจากขาดแคลน (S-Scare) เราจำเป็นต้องวางกลยุทธ์การบริหารวัสดุคงคลังนี้เป็น "จัดเก็บเป็น Stock สำรอง" ส่วนปริมาณ Stock ที่ควรมีเท่าไร อันนี้ท่านต้องไปต่อยอดเพื่อคำนวนหาระดับ Stock Level ที่เหมาะสมต่อไป

2. กรณีสินค้าคงคลังมีความสำคัญน้อย (D-Desirable) และใช้ระยะเวลาในการจัดซื้อหรือจัดหาน้อย หาซื้อได้ง่าย (E-Easy) เราจำเป็นต้องวางกลยุทธ์การบริหารวัสดุคงคลังนี้เป็น "Non-Stock" หรือกล่าวง่ายๆ คือไม่ต้อง Stock เลยก็ได้ หรือถ้ามีก็มีแค่เล็กๆ น้อย

ส่วนแนวทางการอื่นๆ ก็ลองพิจารณาจากตาราง Matrix ที่ทำให้นะครับ 

เป็นไงบ้างครับแนวทางการบริหารคลังเสบียงของสิ่งไม่มีชีวิต ที่จะต้องจัดการอย่างเข้มข้น เคียงคู่ไปกับการเข้าไปสู่ Industry 4.0 ของประเทศเรา และอย่างที่บอกนะครับ ที่นำเสนอนี้เป็นแค่แนวคิดเบื้องต้นในการจัดเแบ่งวัสดุคงคลังให้เหมาะสมกับงาน แต่การกำหนดระดับวัสดุคงคลัง และการบริหารการจัดซื้อที่มีประสิทธิภาพ เป็นเรื่องที่จะต้องดำเนินการต่อหลังจากนี้

สนใจยกระดับการทำงานให้มีประสิทธิภาพ ติดต่อเราได้ที่ https://rightwayhub.com
สนใจการฝึกอบรมแบบ In-house Training แจ้งความต้องการได้ที่ https://rightwayhub.com/training

มงคล  พัชรดำรงกุล
02 กุมภาพันธ์ 2561
   


Data Literacy: ทักษะที่คนทำงานยุค AI ต้องมี (แต่ความจริงคือ...อาจไม่มีใครรู้จริง)

ในวันที่กระแส AI (Artificial Intelligence) พัดถล่มทุกวงการ ผมได้เห็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจและน่ากังวลไปพร้อมกัน ทั้งในมุมมองของคนรุ่นใหม่ที่ก...