วันพุธที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2568

หยุดเลือดไหล! กับกลยุทธ์ Lean Logistics เพื่อเพิ่มกำไรให้ธุรกิจ

ทำไมต้นทุนโลจิสติกส์ของคุณถึงพุ่งสูงขึ้น?

ในยุคที่การแข่งขันทางธุรกิจรุนแรงและต้นทุนผันผวน "ต้นทุนโลจิสติกส์" ได้กลายเป็นหนึ่งในค่าใช้จ่ายหลักที่กัดกินกำไรขององค์กรอย่างเงียบๆ ผู้บริหารหลายท่านอาจมองเห็นแค่ค่าขนส่ง ค่าเช่าคลังสินค้า ค่าจัดเก็บสินค้าคงคลัง หรือค่าแรงงาน แต่ความจริงคือยังมี "ความสูญเปล่า" (Waste หรือ Muda ตามหลักการ Lean) ที่ซ่อนตัวอยู่ในทุกขั้นตอนของกระบวนการ

ความสูญเปล่าเหล่านี้ไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าหรือบริการเลย แต่มันกลับทำให้คุณต้องจ่ายเงินมากขึ้น เสียเวลามากขึ้น และทำให้ลูกค้าได้รับสินค้าช้าลง

ถึงเวลาแล้วที่จะใช้หลักการ Lean Logistics ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วทั่วโลก เพื่อเปลี่ยน 'ค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น' ให้กลายเป็น 'กำไร' ที่ยั่งยืน

8 ความสูญเปล่า (Wastes) ตัวการสำคัญที่ต้องรีบกำจัด

ตามแนวคิด Lean ในงานโลจิสติกส์ ความสูญเปล่าที่ต้องค้นหาและกำจัดให้หมดไป มีดังนี้:

  1. D - Defect (ของเสีย/ข้อผิดพลาด): การส่งสินค้าผิดรุ่น ผิดจำนวน หรือสินค้าชำรุดจากการขนย้ายที่ไม่ได้มาตรฐาน

  2. O - Overproduction (ผลิต/จัดเตรียมมากเกินไป): การจัดเตรียมพื้นที่หรือบรรจุหีบห่อที่เกินความจำเป็น หรือการสั่งซื้อวัตถุดิบเกินความต้องการ

  3. W - Waiting (การรอคอย): การที่รถขนส่งต้องรอโหลด/อันโหลด, พนักงานรอเอกสาร, หรือสินค้ารอการจัดเก็บ

  4. N - Non-Utilized Talent (ไม่ได้ใช้ทักษะของพนักงาน): การที่พนักงานที่มีความคิดดีๆ ไม่ได้รับโอกาสในการนำเสนอไอเดียปรับปรุงงาน (Kaizen)

  5. T - Transportation (การขนส่งที่ไม่จำเป็น): การเคลื่อนย้ายสินค้าระหว่างคลัง หรือการขนส่งหลายเที่ยวในเส้นทางเดียวกันโดยไม่รวมของ

  6. I - Inventory (สินค้าคงคลังเกินจำเป็น): สต็อกที่มากเกินไป ซึ่งเป็นต้นทุนในการเก็บรักษา และมีความเสี่ยงต่อการล้าสมัยหรือเสียหาย

  7. M - Motion (การเคลื่อนไหวที่ไม่จำเป็น): การเดินหาสินค้าในคลังที่ใช้เวลานาน, การจัดเรียงที่ไม่สะดวกต่อการหยิบ, หรือการทำงานที่ต้องเอื้อม/ก้มมากเกินไป

  8. E - Excess Processing (กระบวนการที่เกินความจำเป็น): การตรวจสอบซ้ำซ้อน, การบรรจุหีบห่อที่ซับซ้อนเกินไป, หรือการทำรายงานที่ไม่สร้างมูลค่า

การมองเห็นความสูญเปล่าเหล่านี้คือจุดเริ่มต้นของการลดต้นทุนอย่างแท้จริง!

Lean Strategies: กุญแจสู่การลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ

เมื่อทราบแล้วว่าความสูญเปล่าคืออะไร ขั้นตอนต่อไปคือการนำกลยุทธ์ Lean Logistics มาใช้ในการแก้ไข:

  • 1. การใช้ Value Stream Mapping (VSM): เครื่องมือสำคัญในการ "วาด" แผนผังกระบวนการทั้งหมด เพื่อระบุว่ากิจกรรมใดสร้างมูลค่า (Value-Added) และกิจกรรมใดเป็นความสูญเปล่าที่ต้องกำจัด

  • 2. Just-in-Time (JIT), Pull System และ VMI: ปรับปรุงการจัดการสินค้าคงคลังให้มีการส่งมอบวัตถุดิบหรือสินค้าสำเร็จรูป "ทันเวลาพอดี" ตามความต้องการจริง เพื่อลดระดับสต็อกส่วนเกินในคลัง

  • 3. Route & Load Optimization: ใช้เทคโนโลยีในการวางแผนเส้นทางการขนส่งให้มีประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงการรวมสินค้าในรถ (Load Consolidation) และการใช้ประโยชน์จากการวิ่งรถเที่ยวเปล่า (Back Haul)

  • 4. Warehouse Layout & Automation: ออกแบบผังคลังสินค้าใหม่เพื่อลดระยะทางการเดินหาสินค้า (Picking Distance), ใช้พื้นที่จัดเก็บในแนวตั้งให้มากขึ้น, และพิจารณาการใช้ระบบอัตโนมัติ (Automation) ในจุดที่เกิดความสูญเปล่าซ้ำๆ

ถึงเวลาลงมือทำ: พัฒนาบุคลากรให้เป็น "นักลดต้นทุน"

การเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่ระบบ Lean Logistics ที่มีประสิทธิภาพและลดต้นทุนได้อย่างยั่งยืนนั้น ไม่สามารถทำได้ด้วยการอ่านบทความเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการความเข้าใจในหลักการอย่างลึกซึ้ง การฝึกฝนเครื่องมือ และเทคนิคการนำไปประยุกต์ใช้จริงให้เหมาะกับบริบทของธุรกิจคุณ

บริษัท ไรท์เวย์ แมนเนจมนท์ จำกัด  ซึ่งดำเนินธุรกิจให้คำปรึกษาและฝึกอบรมบุคลากร ให้กับสถานประกอบการที่หลากหลาย พร้อมกรณีศึกษาที่มากมายให้ ภายใต้แนวคิด "Solution is our action" ขอเชิญผู้บริหาร ผู้จัดการ หัวหน้างาน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในสายงานโลจิสติกส์เข้าร่วมหลักสูตร:

หลักสูตร: เทคนิคการลดต้นทุนและความสูญเปล่าในกระบวนการทำงานโลจิสติกส์ (Waste and Cost Reduction Techniques in Logistics)

ในหลักสูตรนี้ คุณจะได้:

  • เรียนรู้การวิเคราะห์โครงสร้างต้นทุนโลจิสติกส์อย่างละเอียด

  • ฝึกใช้เครื่องมือ Lean ระบุประเด็นปัญหาที่ต้องปรับปรุงด้วย VSM 

  • ค้นพบกลยุทธ์การลดต้นทุนในทุกมิติ ทั้งการจัดซื้อ คลังสินค้า และการขนส่ง และกิจกรรมต่างๆ ทั้ง 9 กิจกรรมโลจิสติกส์

  • การทำ Workshop เพื่อนำความรู้ไปใช้ในการสร้างแผนการลดต้นทุนสำหรับองค์กรของคุณได้ทันที

อย่าปล่อยให้ "ความสูญเปล่า" กัดกินกำไรของคุณอีกต่อไป!


สนใจยกระดับการทำงานให้มีประสิทธิภาพ ติดต่อเราได้ที่ https://rightwayhub.com
สนใจการฝึกอบรมแบบ In-house Training แจ้งความต้องการได้ที่ https://rightwayhub.com/training

วันอังคารที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2568

จบปัญหา "สต็อกไม่ตรง"! พลิกโฉมคลังสินค้าให้แม่นยำ 100% ด้วย Mobile Inventory App

ความจริงที่เจ็บปวดของการบริหารสินค้าคงคลัง

ในโลกธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง สินค้าคงคลัง (Inventory) ไม่ได้เป็นเพียงแค่ "ของที่เก็บไว้" แต่เป็นหัวใจสำคัญที่กำหนดกระแสเงินสดและผลกำไรของบริษัท ความแม่นยำของสต็อกคือสิ่งสำคัญที่สุด แต่ทำไมปัญหา "สต็อกคลาดเคลื่อน (Stock Difference)" หรือสต็อกไม่ตรงกับในระบบถึงยังคงเป็นฝันร้ายที่ผู้จัดการคลังสินค้าต้องเผชิญอยู่เสมอ?

สาเหตุหลักมักมาจากกระบวนการทำงานแบบเดิมๆ:

  1. การนับสต็อกด้วยมือ (Manual Counting): การจดบันทึกบนกระดาษและป้อนข้อมูลเข้าสู่ระบบภายหลัง เสี่ยงต่อความผิดพลาดของมนุษย์ (Human Error) สูงมาก

  2. การตรวจสอบที่ไม่ Real-Time: ข้อมูลที่เห็นในระบบมักจะไม่อัปเดตทันที ทำให้ตัดสินใจผิดพลาดในการสั่งซื้อหรือการจัดส่ง

  3. การทำ Physical Inventory ที่ใช้เวลานาน: การหยุดนับสต็อกทั้งคลัง (Annual Stock Count) ทำให้การดำเนินงานหยุดชะงักและใช้ทรัพยากรมาก

ถึงเวลาแล้วที่เราต้องนำ เทคโนโลยี เข้ามาเปลี่ยนเกม!

Mobile Inventory App: กุญแจสู่คลังสินค้าดิจิทัล

Mobile Inventory Application คือคำตอบสำหรับธุรกิจยุคใหม่ เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้พนักงานสามารถจัดการสินค้าคงคลังได้จากทุกที่ในคลังสินค้า ด้วยอุปกรณ์พกพา (เช่น สมาร์ทโฟน หรือ Handheld Scanner) ที่เชื่อมต่อกับระบบหลังบ้าน (WMS/ERP) ได้โดยตรง

มาดูกันว่าเทคโนโลยีนี้ช่วยแก้ปัญหา "สต็อกไม่ตรง" ได้อย่างไร:

1. ความแม่นยำที่เพิ่มขึ้น 10 เท่า ด้วยการสแกน (Barcode & QR Code)

การใช้แอปพลิเคชันบนมือถือที่รองรับการสแกนบาร์โค้ดหรือ QR Code ช่วยให้การระบุสินค้าและการบันทึกจำนวนเป็นไปอย่าง รวดเร็วและแม่นยำ พนักงานไม่จำเป็นต้องพิมพ์รหัสสินค้าหรือจำนวนด้วยตนเองอีกต่อไป ลดความผิดพลาด ในการกรอกข้อมูลได้ทันที

2. ข้อมูล Real-Time ที่พร้อมใช้งานทันที

เมื่อพนักงานสแกนรับเข้า จัดเก็บ หรือเบิกจ่ายสินค้า ข้อมูลจะ ซิงค์เข้าระบบหลังบ้านทันที (Real-Time) ไม่มีการรอ "รอบการป้อนข้อมูล" อีกต่อไป ผู้บริหารสามารถตรวจสอบยอดคงเหลือ สถานะการเคลื่อนไหว และการดำเนินงานต่างๆ ได้อย่างทันท่วงที ทำให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

3. ทำให้ Cycle Count เป็นเรื่องง่าย

แทนที่จะรอตรวจนับทั้งคลังปีละครั้ง (Physical Count) แอปพลิเคชันจะช่วยอำนวยความสะดวกในการทำ Cycle Count (การนับสต็อกหมุนเวียน) ได้ง่ายขึ้น สามารถกำหนดโซน, หมวดหมู่, หรือสินค้าที่ต้องนับในแต่ละวัน/สัปดาห์ได้อย่างเป็นระบบ ทำให้เกิดวินัยในการตรวจสอบสต็อกอย่างสม่ำเสมอ และสามารถแก้ไข "สต็อกคลาดเคลื่อน" ได้ทันทีที่พบ

4. เพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน

พนักงานสามารถทำงานได้อย่างคล่องตัว ไม่ต้องเดินไปกลับระหว่างชั้นวางสินค้ากับโต๊ะคอมพิวเตอร์ การทำงานที่รวดเร็วขึ้นหมายถึง ผลิตภาพ (Productivity) ที่เพิ่มขึ้น และ ลดต้นทุน ที่เกิดจากความผิดพลาดของสต็อกขาด (Stock Out) หรือสต็อกเกิน (Overstock)

ยกระดับทีมของคุณให้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านคลังสินค้าดิจิทัล

การมีเครื่องมือที่ดีเป็นเพียงครึ่งทาง อีกครึ่งทางคือการมี ความรู้และทักษะ ในการนำเครื่องมือเหล่านั้นมาใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ถ้าคุณกำลังมองหาวิธี 

  • วางแผนการเปลี่ยนผ่านจากระบบ Manual สู่ Digital

  • ออกแบบกระบวนการ Cycle Count ที่ใช้งานได้จริง

  • ใช้งาน Mobile App ให้เต็มศักยภาพเพื่อเพิ่มความแม่นยำและประสิทธิภาพ

  • วิเคราะห์และแก้ไขปัญหา Stock Diff อย่างเป็นระบบ



บริษัท ไรท์เวย์ แมนเนจเมนท์ จำกัด 
 โดยผม อ.มงคล พัชรดำรงกุล ขอเสนอ หลักสูตรฝึกอบรม  "พัฒนา Mobile Application ด้วย AI สำหรับการตรวจนับสินค้า" ที่ออกแบบมาเพื่อติดอาวุธให้ทีมงานของคุณสามารถนำเทคโนโลยี Mobile App มาพลิกโฉมการจัดการคลังสินค้าได้อย่างแท้จริง

🎯 สิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้:

  • หลักการบริหารจัดการสินค้าคงคลัง
  • การออกแบบระบบการตรวจนับและควบคุมสินค้าคงคลัง
  • แนวคิดการประยุกต์ใช้ AI สร้าง Mobile Application ในการทำงาน
  • เทคนิคการลดเวลาการบันทึกและตรวจสอบ

👉 คลิกเพื่อดูรายละเอียดและลงทะเบียนฝึกอบรม หลักสูตรที่จะช่วยให้คุณลดปัญหา Stock ไม่ตรง และก้าวสู่การเป็นคลังสินค้าที่แม่นยำระดับโลก!

สนใจยกระดับการทำงานให้มีประสิทธิภาพ ติดต่อเราได้ที่ https://rightwayhub.com
สนใจการฝึกอบรมแบบ In-house Training แจ้งความต้องการได้ที่ https://rightwayhub.com/training

วันเสาร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2565

Inv. EP01 - บริหารคลังสินค้า VS จัดการสินค้าคงคลัง

การดำเนินกิจกรรมการจัดการคลังสินค้า และการบริหารสินค้าคงคลัง ของแต่ละสถานประกอบการ บ่อยครั้งพบว่ามีความสับสนในการกำหนดบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบ และการจัดลำดับความสำคัญของงาน ดังนั้น นักบริหารจัดการสินค้าคงคลัง จำเป็นต้องมีเข้าใจในความแตกต่างระหว่างการจัดการคลังสินค้า (Warehouse Management) และการบริหารสินค้าคงคลัง (Inventory Management) ซึ่งทั้ง 2 กิจกรรมนี้มีความเชื่อมโยงกัน ทั้งนี้มีหลักการหรือแนวคิดอย่างง่ายในการแยกแยะการทำงาน คือ 

1) การจัดการคลังสินค้า (Warehouse Management) จะมุ่งเน้นไปที่กิจกรรมทางกายภาพ (Physical Control) เป็นหลัก ดังนั้น ในทุกครั้งของการจัดการคลังสินค้าจะมีสินค้าหรือของจริงมาเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติ เช่น รับสินค้า จัดเก็บสินค้า หยิบสินค้า จ่ายสินค้า การตรวจนับสินค้า 

2) การจัดการสินค้าคงคลัง (Inventory Management) จะมุ่งเน้นไปที่การจัดการข้อมูล (Information Control) ในการดำเนินงานจึงไม่จำเป็นต้องเห็นตัวสินค้า แต่จำเป็นต้องใช้ข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำเป็นหลัก เช่น การแบ่งกลุ่มสินค้า การกำหนดจุดสั่งซื้อ ระดับสินค้าคงคลังปลอดภัย ปริมาณและช่วงเวลาในการเติมเต็มสินค้า ที่เหมาะสม เป็นต้น ดังนั้น นักบริหารจัดการสินค้าคงคลัง จึงต้องมีความเชี่ยวชาญในการวิเคราะห์และจัดการข้อมูล เพื่อกำหนดกลยุทธ์และวิธีการดำเนินงาน 

มงคล พัชรดำรงกุล 
rightway.mgt@gmail.com 

ฟังคลิป VDO ประกอบเรื่องนี้เพิ่มเติมที่ https://youtu.be/QstE3UVAn_I 

สนใจยกระดับการทำงานให้มีประสิทธิภาพ ติดต่อเราได้ที่ https://rightwayhub.com
สนใจการฝึกอบรมแบบ In-house Training แจ้งความต้องการได้ที่ https://rightwayhub.com/training

วันเสาร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2565

9P CANVAS ตัวช่วยสำคัญในการระบาย Stock และการตลาดเชิงรุก

การจัดการที่ผิดพลาด เกิด Stock บวม ทุกคนก็จะมุ่งเป้าไปที่ฝ่ายขาย ให้ช่วยระบายสินค้าให้หน่อย และแน่นอนการบอกแค่ความต้องการ แต่ไม่ได้ให้เครื่องมือช่วย โอกาสที่จะสำเร็จมันน้อย และดูจะฝากภาระไว้กับฝ่ายขายมากไป

และนี้คือที่มา ที่ผมต้องออกพัฒนา Template ขึ้นมาช่วยในการดำเนินการเรื่องนี้ ภายใต้แนวคิดทางการตลาด 9P ทั้งนี้เพราะ "การระบาย Stock และการขาย สุดท้ายคือเรื่องเดียวกัน"

ภายใต้องค์ประกอบของ #9P คือ
การทบทวนและพิจารณาในแต่ละ P ว่า As is ที่เป็น ของการจัดการสินค้านั้นๆ คุณทำอย่างไร
แล้วมันเหมาะสมเพียงพอไหม หากไม่ใช่ To be ที่ควรจะเป็นต้องทำอย่างไร

P1-Price
ราคาที่ตลาดหรือลูกค้าต้องการ

P2-Place
ช่องทางในการจัดจำหน่ายที่มีประสิทธิภาพ

P3-Promotion
ช่องทางในการสื่อสารและการส่งเสริมการขายที่มีประสิทธิภาพ

P4-People
บุคคลที่จะช่วยหรือมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในการซื้อ

P5-Product
คุณลักษณะเด่นด้านผลิตภัณฑ์ที่ต้องมีและเป็นที่ต้องการของลูกค้า

P6-Process
กระบวนการหรือระบบในการประสานงานจัดการและจัดส่งสินค้า

P7-Partner
องค์กรหรือกิจการที่ช่วยหรือมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อ

P8-Physical Environment
สภาพแวดล้อมในการดำเนินการที่ช่วยกระตุ้นความต้องการซื้อ

P9-Positioning
ตำแหน่งของผลิตภัณฑ์ที่ใช่สื่อสารและสร้างการรับรู้ให้ลูกค้า


และแน่นอนนอกจากช่วยระบาย Stock ได้แล้ว ยังใช้งานได้ดี กับการทำตลาดเชิงรุก

ส่วนใครอยากรู้ภาคปฏิบัติจริงทำไง ได้ผลจริงเปล่า คงต้องหลังไมค์คุยกันแล้วล่ะ

มงคล  พัชรดำรงกุล
วิทยากร/ที่ปรึกษา/ผู้เชี่ยวชาญการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน และการเพิ่ม Productivity องค์กร  
LineID : naitakeab, Tel 081-8476479

สนใจยกระดับการทำงานให้มีประสิทธิภาพ ติดต่อเราได้ที่ https://rightwayhub.com
สนใจการฝึกอบรมแบบ In-house Training แจ้งความต้องการได้ที่ https://rightwayhub.com/training

วันศุกร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

ILPi - 9 ตัวชี้วัดประสิทธิภาพการจัดการโลจิสติกส์อุตสาหกรรม

ILPi - Industrial Logistics Performance Index หรือตัวชี้วัดประสิทธิภาพการจัดการโลจิสติกส์อุตสาหกรรม คือ กระจกที่ส่องความมีประสิทธิภาพในการจัดการโลจิสติกส์ขององค์กร ประกอบด้วยการวัดผลใน 9 กิจกรรมด้านโลจิสติกส์ และในแต่ละกิจกรรมจะมีการวัด 3 ด้าน คือ ความน่าเชื่อถือ ความรวดเร็ว และต้นทุน

การวัดผลเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงโอกาสในการปรับปรุงงาน และช่วยฝึกฝนให้กิจการได้ให้ความสำคัญกับการบริหารยุคใหม่ ในยุคที่ Data Driven และการทำ Data Analytics สำคัญเป็นอย่างยิ่ง ข้อมูลจะช่วยให้เห็นจุดอ่อนขององค์กรในทุกมิติ ทุกกิจกรรม 

ผมเองได้รับเกียรติจากกองโลจิสติกส์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ให้ทำหน้าที่ในการนำเสนอทั้ง 9 บทเรียนของ 9 กิจกรรมโลจิสติกส์ เรื่องราวจะเป็นยังไง มีอะไรบ้าง สำคัญอย่างไร จะเก็บข้อมูลได้อย่างไร แล้วจะยกระดับไปสู่การทำงานที่มีประสิทธิภาพ ได้อย่างไรในแต่ละกิจกรรม ไปชมกันได้ครับ   

1. กิจกรรมที่ 1 : การพยากรณ์และการวางแผนความต้องการของลูกค้า


2. กิจกรรมที่ 2 : การให้บริการลูกค้าและกิจกรรมสนับสนุน


3. กิจกรรมที่ 3 : การสื่อสารด้านโลจิสติกส์และการจัดการคำสั่งซื้อ


4. กิจกรรมที่ 4 : การจัดซื้อจัดหา


5. กิจกรรมที่ 5 : การขนถ่ายและการบรรจุหีบห่อ


6. กิจกรรมที่ 6 : การจัดการคลังสินค้า


7. กิจกรรมที่ 7 : การบริหารสินค้าคงคลัง


8. กิจกรรมที่ 8 : การขนส่ง


9. กิจกรรมที่ 9 : โลจิสติกส์ย้อนกลับ



เป็นไงกันบ้าง ฟังทั้ง 9 บทเรียน 9 กิจกรรมไปแล้ว หวังว่าจะเป็นประโยชน์กันนะครับ และถ้าใครอยากพัฒนาปรับปรุงสมรรถนะด้านโลจิสติกส์ของกิจการให้ดีขึ้นๆ ก็ Inbox มาคุยกันเป็นการส่วนตัวได้ครับผม 

มงคล  พัชรดำรงกุล
วิทยากร/ที่ปรึกษา/ผู้เชี่ยวชาญการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน และการเพิ่ม Productivity องค์กร  
LineID : naitakeab, Tel 081-8476479

สนใจยกระดับการทำงานให้มีประสิทธิภาพ ติดต่อเราได้ที่ https://rightwayhub.com
สนใจการฝึกอบรมแบบ In-house Training แจ้งความต้องการได้ที่ https://rightwayhub.com/training

วันอาทิตย์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2563

กระจก 3 บาน ส่องแล้วบอกได้ถึงผลงานการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานของกิจการ

ทุกวัน คนเรา ส่องกระจก เพื่อดูว่าสภาพร่างกายของเราดูดี พร้อมก้าวสู่สังคมภายนอกหรือไม่

ทุก 6 เดือน หรือ 10,000 กม. ยานพาหนะคู่กาย จะเข้ารับการตรวจสภาพ ว่าทุกชิ้นส่วนอุปกรณ์ยังดีอยู่ไหม

ทุก 1 ปี ร่างกายต้อง Check Up ดูว่ากลไกการทำงานแบบอัจริยะของสิ่งมีชีวิต ยังปกติ ใช้งานดีหรือไม่

และแน่นอน การบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน ก็ควรมีมาตรวัด เพื่อส่งกระจกบอกผลงานเช่นกัน สำหรับมุมมองของผม ก็อยากเห็นกิจการส่งกระจก 3 บาน อย่างน้อยเดือนละครั้ง เพื่อบ่งบอกผลงานที่ผ่านมา และก้าวย่างที่กำลังจะไปต่อ ว่าใช่สิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ แล้วกระจกทั้ง 3 บาน คืออะไรบ้าง

บานที่ 1 - บอกศักยภาพทางการบริหารที่คุณมี - บอกด้วยศักยภาพการจัดการโลจิสติกส์
บานที่ 2 - บอกประสิทธิภาพที่คุณกำลังเป็น - บอกด้วย ILPI (ตัวชี้วัดประสิทธิภาพการจัดการโลจิสติกส์อุตสาหกรรม)
บานที่ 3 - บอกประสิทธิภาพการทำงานทั้ง Suplly Chain - บอกด้วย SCPI (ตัวชี้วัดการประสิทธิภาพการจัดการโซ่อุปทาน)
ขอบคุณทางกองโลจิสติกส์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรรม ที่ได้จัดทำคู่มือเหล่านี้ขึ้น เพื่อให้กิจการที่สนใจได้ส่องกระจกตัวเองอย่างสม่ำเสมอ ในแบบฉบับของ Self Assessment เพื่อนำผลที่ได้มาปรับปรุงตัวเองอย่างต่อเนื่อง

คู่มือการประเมินประสิทธิภาพการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน

ใครสนใจก็สามารถเข้าไป Download Soft copy มาใช้ศึกษาและส่งกระจกบอกผลงานตัวเอง สามารถคลิกที่ คู่มือการประเมินประสิทธิภาพ และศักยภาพการจัดการโลจิสติกส์ และซัพพลายเชน หรือภาพได้เลยครับ

ส่วนใครที่ประเมินแล้ว อยากพัฒนาปรับปรุงสมรรถนะด้านโลจิสติกส์ของกิจการให้ดีขึ้นๆ ก็ Inbox มาคุยกันเป็นการส่วนตัวได้ครับผม 

มงคล  พัชรดำรงกุล
วิทยากร/ที่ปรึกษา/ผู้เชี่ยวชาญการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน และการเพิ่ม Productivity องค์กร  
LineID : naitakeab, Tel 081-8476479

สนใจยกระดับการทำงานให้มีประสิทธิภาพ ติดต่อเราได้ที่ https://rightwayhub.com
สนใจการฝึกอบรมแบบ In-house Training แจ้งความต้องการได้ที่ https://rightwayhub.com/training

วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2563

"ต้นทุน" ลดได้ทุกวัน ในทุกกิจกรรม

เพราะทุก Activities ของการทำงาน แลกมาด้วย Cost แล้วมันใช่ Cost ที่ควรจ่ายหรือยัง?

ระหว่างเตรียมงานบรรยายให้กับหน่วยงานแห่งหนึ่ง ไปเจอเนื้อหา File การสอนในอดีต สมัยเมื่อครั้งเริ่มต้นการเป็นวิทยากรที่ปรึกษา เลยหยิบมาปัดฝุ่นอีกนิดหน่อย น่าจะเข้ากับสถานการณ์ได้ดี และน่าจะเป็นมุมมองสำหรับการเริ่มใส่ใจเรื่องต้นทุนที่มากขึ้นๆ ของหลายๆกิจการนับจากนี้ ยิ่งสถานการณ์ Covid แบบนี้ ความจำเป็นที่ต้องจัดการเรื่องต้นทุนยิ่งทวีคูณ

"ต้นทุนแฝงอยู่ในทุกกิจกรรมที่ท่านทำ" นั่นคือประเด็นแรกที่ท่านต้องคิด 
"ยิ่งมีกิจกรรรมเยอะ ยิ่งทำบ่อย ยิ่งทำช้า ยิ่งทำผิด" ยิ่งทำให้เกิดต้นทุน นี้คือสาเหตุเบื้องต้นที่เราต้องเข้าใจ

ความสามารถในการจัดการต้นทุน ว่ากันแล้ว เป็นหน้าที่ของทุกคน เป็นเรื่องที่ควรทำพร้อมกัน จนเป็นกิจวัตรนิสัย ทั้งนี้ทั้งนั้น อย่ารอจนเกิดสภาพจำใจที่ต้องลดต้นทุนแบบจำยอม ซึ่งเมื่อนั้นอาจจะสายเกินไป 

ภาพ 4 ภาพนี้ น่าจะช่วยหาคำตอบเบื้องต้นให้บ้าง หากมีเวลา แล้วผมจะมาเพิ่มเติมและอธิบายข้อมูลในแต่ละภาพให้ฟังนะครับ 







ดูข้อมูลและบทความที่ผมเขียนเพิ่มเติมได้อีกช่องทางที่ https://www.facebook.com/rightway.mgt/ และ https://naitakeab.wordpress.com/   

มงคล  พัชรดำรงกุล
วิทยากร/ที่ปรึกษา/ผู้เชี่ยวชาญการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน และการเพิ่ม Productivity องค์กร  
LineID : naitakeab, Tel 081-8476479 

สนใจยกระดับการทำงานให้มีประสิทธิภาพ ติดต่อเราได้ที่ https://rightwayhub.com
สนใจการฝึกอบรมแบบ In-house Training แจ้งความต้องการได้ที่ https://rightwayhub.com/training

วันศุกร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2562

กระบวนการพัฒนาปรับปรุงงาน "จากจุดเริ่มที่แตกต่าง สู่ผลลัพธ์ที่เป็นสุข"

 "เมื่อต้องพัฒนาปรับปรุง" เลือกเอาที่ง่ายๆ ทุกคนเข้าใจได้ก็พอ

การฝึกอบรมและให้คำปรึกษาแนะนำธุรกิจของผมช่วงนี้ ได้รับการทาบทามให้มีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบการดำเนินงานของกิจการต่างๆมากขึ้นๆ นับเป็นเรื่องดีที่หลายๆกิจการเห็นคุณค่าในสิ่งที่เราทำ ต้องบอกตามตรงเลยว่า 12 ปีในวงการที่ปรึกษาแบบ Fulltime ทำให้เข้าใจอะไรทุกอย่างมากขึ้น และเพิ่มขึ้นทุกปี แม้เราจะทำแบบเรื่อยๆ เดินสู่เป้าหมายแบบเงียบๆ มาตลอด
กรอบแนวทางในการพัฒนาปรับปรุงงาน
ตัวแบบ "การดำเนินการพัฒนาปรับปรุง" ภาพนี้ก็เช่นกัน มันคงเทียบไม่ได้กับตัวแบบของบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำของโลก หรือที่ปรึกษาเก่งๆ ของประเทศอีกหลายๆ คน แต่สิ่งที่ผมและ Rightway คิดและจะทำเสมอคือ
"ทุกครั้งจะต้องสร้างดัวแบบการทำงานตามสภาพที่เป็นของลูกค้ารายนั้น มันต้องเป็นตัวแบบที่คนที่จะต้องทำงานร่วมกันเข้าใจและสื่อสารกันรู้เรื่อง"
และแล้วตัวแบบการปรับปรุงงานนี้ที่เกิดขึ้น โดยการพัฒนาปรับปรุงจะประกอบด้วยกิจกรรมต่างๆเป็นขั้นตอนในการดำเนินงานดังนี้

1. วิเคราะห์และค้นหาโอกาสในการปรับปรุง
ขั้นตอนนี้จะประกอบด้วยการฝึกอบรม และนำเสนอเทคนิค และการค้นหาโอกาสในการปรับปรุงงานโดยใช้การดำเนินงานหลายรูปแบบ อาทิเช่น
- Visual / 5G คือ การใช้หลักการ 5จริง จากสภาพการทำงานที่เห็น
- Waste Finding คือ การสำรวจและค้นหาความสูญเปล่าในการดำเนินงานโดยใช้หลักการ 7+1 หรือ 5 Office wastes เป็นใบเบิกทาง
- Strategic คือ การวิเคราะห์และค้นหาโอกาสในการปรับปรุง เพื่อให้สอดคล้องตามกลยุทธ์ของกิจการและสภาพแวดล้อมของธุรกิจ
- VSM คือ การค้นหาโอกาสในการปรับปรุงโดยใช้แผนภาพสายธารแห่งคุณค่า เพื่อมองปัญหาทั้งกระบวนการตั้งแต่รับความต้องการ จนกระทั่งส่งมอบ
- OEE คือ การค้นหาความสูญเสียผ่านหลักการวัดประสิทธิผลโดยรวมของเครื่องจักร
- V-PAD คือ การค้นหาโอกาสในการปรับปรุงตลอดโซ่อุปทาน โดยเน้นกระบวนการที่มีคุณค่า และการ Benchmark เปรียบเทียบ
โอกาสในการปรับปรุงที่ค้นพบจากกิจกรรมหรือกระบวนการต่างๆ จะนำมาขึ้นทะเบียน ประเมินและจัดลำดับความสำคัญ และกำหนดผู้รับผิดชอบในการพัฒนาปรับปรุงต่อไป

2. ศึกษาทำความเข้าใจและวิเคราะห์หาสาเหตุ
ขั้นตอนนี้จะประกอบด้วยการฝึกอบรม และนำเสนอเทคนิค และวิธีการวิเคราะห์ค้นหาสาเหตุของปัญหา โดยเน้นให้ผู้เข้าอบรม และเจ้าของพื้นที่มีส่วนร่วม และใช้เครื่องมือในการวิเคราะห์ค้นหาสาเหตุของปัญหาได้ โดยตัวอย่างของเครื่องมือที่จะนำใช้ เช่น 5G, แผนผังก้างปลา, แผนภูมิ Why-Why, แผนภาพ Pareto, หลัก 5H-1H, Process Flow Analysis, Data Analysts, PDCA เป็นต้น

3.การกำหนดมาตรการปรับปรุงและการดำเนินการแก้ไข
ขั้นตอนนี้จะประกอบด้วยการฝึกอบรม และนำเสนอเทคนิค และวิธีการกำหนดมาตรการหรือแนวทางในการแก้ปัญหาจากสาเหตุที่ค้นพบ โดยเน้นให้ผู้เข้าอบรม และเจ้าของพื้นที่มีส่วนร่วม และใช้เครื่องมือในการกำหนดมาตรการตอบโต้และแก้ไขปัญหาได้ โดยตัวอย่างของเครื่องมือที่จะนำใช้ เช่น 5S, ECRS, Standard Work, Control Chart ,SMED, Line Balance, Pull System/KANBAN, Poka-yoke, Automation, VMI/Consignment, S&OP, SDCA เป็นต้น

4.การจัดทำมาตฐานและพัฒนาปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
เมื่อปัญหาหรือโอกาสใดๆได้รับการพัฒนาปรับปรุงจนบรรลุผลสำเร็จแล้ว ก็นำมากำหนดหรือจัดทำเป็นมาตรฐานการปฏิบัติงาน และดำเนินการพัฒนาปรับปรุงให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ใครอ่านแล้ว อยากจะนำไปประยุกต์ใช้ ลงมือทำเอง ก็ยินดีครับ ที่สำคัญผมเชื่อว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด มันแค่ดีกว่าไม่มีกรอบแนวคิดอะไรเลยเวลาจะปรับปรุงงาน

สุดท้ายขอบคุณทุกกิจการที่เป็นลูกค้าจะทางตรงหรือทางอ้อม ที่ช่วยขัดเกลาและตกผลึกองค์ความรู้ให้วิทยากรที่ปรึกษาคนนี้มาเรื่อยๆ ภารกิจในการทำให้องค์กรแข็งแรงมากขึ้นๆ ของเรายังไม่จบ และยังต้องทำต่อเนื่อง และใช้ทุกวินาทีให้เกิดคุณค่ามากสุด ในทุกครั้งที่คุณกับผมได้ร่วมงานกัน
แม้เราจะ #LowProfile แต่จะทำให้คุณ #HighProfit

ดูข้อมูลและบทความที่ผมเขียนเพิ่มเติมได้อีกช่องทางที่ https://www.facebook.com/rightway.mgt/ และ https://naitakeab.wordpress.com/   

สนใจยกระดับการทำงานให้มีประสิทธิภาพ ติดต่อเราได้ที่ https://rightwayhub.com
สนใจการฝึกอบรมแบบ In-house Training แจ้งความต้องการได้ที่ https://rightwayhub.com/training

มงคล  พัชรดำรงกุล
วิทยากร/ที่ปรึกษา/ผู้เชี่ยวชาญการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน และการเพิ่ม Productivity องค์กร  
LineID : naitakeab, Tel 081-8476479 
18 ตุลาคม 2562



วันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

มาสร้าง QR Code ด้วย Excel แบบ Off-line ไม่ต้องใช้ Net กัน

หวัดดีครับทุกท่าน ที่เข้ามาดูแนวทางการสร้าง QR Code โดยการใช้ Excel แบบตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ใน Blog นี้ จะเป็นการสรุปแนวทางและขั้นตอนในการใช้งาน เพื่อเป็นข้อมูลให้กับผู้ที่ต้องการทดลองใช้เกิดความเข้าใจมากขึ้น 

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า Barcode / QR Code ถูกพัฒนาและนำมาใช้ในการสร้างความรวดเร็ว แม่นยำ ในการทำงานด้านต่างๆ มานานแล้ว และมีวิธีการสร้างก็มีหลายๆ วิธี หลายวิธีต้องทำงานผ่าน Website /Online แต่แนวทางที่กำลังจะนำเสนอนี้เป็นการใช้โปรแกรมพื้นฐานอย่าง Excel ซึ่งคนทำงานส่วนใหญ่ในองค์กรมักจะคุ้นเคยกับการใช้งาน มาเป็นตัวสร้าง QR Code แบบ Offline เพื่อนำไปใช้งาน

ในอดีต Excel สามารถสร้าง Barcode 1D ได้โดยการใช้ Font Barcode ซึ่งก็สะดวกดีถ้าข้อมูลไม่มากมาย แต่ในยุคปัจจุบันมีการใช้ Barcode 2D (เช่น Data Matrix, QR Code) มากขึ้น เพราะต้องการเก็บข้อมูลมากขึ้น การพัฒนา Excel ให้สร้าง Barcode แบบ 2D และทำงานแบบ Offline (ไม่ต้องเชื่อมต่อ internet) ก็เลยเกิดขึ้น และมันก็คือ File ตัวที่ท่านกำลังจะทดลองใช้งานนั้นเอง โดยเบื้องหลังจะทำงานผ่านโปรแกรม VBA (Visual Basic Application) ใน Excel หรือที่หลายคนเคยเห็นหรือรู้จักในนาม Macro ซึ่งเป็นส่วนประกอบหนึ่งของ VBA

ส่วนรูปแบบการใช้งานก็จะ Friendly กับผู้ใช้ คล้ายๆ กับการใส่สูตรเพื่อการคำนวนหาค่าต่างๆ ในโปรแกรม Excel นั้นเอง และนี้คือขั้นตอนการใช้งานครับผม ลองทำตามทีละขั้นไปเลยนะ

1. เข้าไป Download File ที่พัฒนาขึ้น (เป็น File Excel Macro ซึ่งใช้ภาษา VBA เขียน) ได้ที่  shorturl.at/dBIM9  จากนั้นก็ save เก็บไว้ที่ไหนในเครื่องคอมพิวเตอร์ของท่านตามที่สะดวกเลยครับ

2. เปิด File ที่ Download ขึ้นมา ซึ่งมันจะทำงานผ่านโปรแกรม Microsoft Excel (แนะนำควรใช้ Excel Version 2013 เป็นต้นไปนะครับ) และบางเครื่องอาจติดระบบ Security ของ Excel แนะนำให้กดปุ่ม Enable Editing หรือเปิดใช้งาน  อาจต้องกด 2 ครั้ง ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละเครื่อง หรือตามภาพด้านล่างนะครับ


3. จากภาพข้างบนจะเห็นว่า ใน File ตัวนี้สามารถสร้างระบบ Barcode ได้ 4 รูปแบบ คือ  QR Code, Code128, DataMatrix และ Aztec การจะเลือกสร้าง Barcode แบบใด อยู่ที่ตัวท่านครับ ส่วนใหญ่ช่วงนี้คนไทยก็จะคุ้นเคยกับ QR Code มากว่า

4. จาก File ตัวอย่างที่จะ Download มา ลองเปิด Sheet ใหม่แล้วทดลองสร้าง QR Code ดู ตามภาพ ทั้งนี้เราสามารถสร้าง QR Code ของตัวเลข ข้อความ หรือการนำข้อมูลมารวมกันแล้วสร้างเป็น QR Code โดยใช้สูตรของ Excel ช่วยรวมให้ หรือใส่ข้อมูล Website พอใส่เสร็จก็กด Enter เหมือนใช้งานสูตรทั่วๆไป (ดังภาพข้างล่าง)  อย่างไรก็ตาม ตัวโปรแกรมตัวนี้ไม่รองรับการใช้งานที่เป็น QRcode ภาษาไทยนะครับ - Note : QR Code จะเก็บข้อมูลแบบตัวเลขอย่างเดียวได้ประมาณ 7,000 ตัว ส่วนแบบข้อความผสมตัวเลขก็ประมาณ 4,200 ตัว ครับ


5. ในการปรับขนาดของ QR Code เนื่องจาก QR Code ที่สร้างขึ้นมาจะมีลักษณะเป็นภาพ ดังนั้นเราสามารถคลิกที่ภาพ QR Code แล้วปรับย่อ-ขยายได้ตามความเหมาะสมตามที่ต้องการ หรือถ้าหากรู้ว่าขนาดประมาณเท่าไร ก็อาจปรับขนาดของช่อง Cell ไว้รองรับเลยก็ได้ครับ เมื่อได้ภาพ  QR Code มาแล้ว ก็ลองใช้ Barcode Reader หรือ App ที่อยู่ในมือถือทดลองอ่านดูนะครับ

6. เมื่อท่านทดลองใช้งาน แล้วเห็นว่าดี และอยากเก็บคำสั่งการสร้าง (สามารถป้อนสูตรได้เลยในโปรแกรม Excel โดยไม่จำเป็นต้องเปิด File นี้ เพื่อสร้าง QRCode ทุกครั้ง) ให้ทำการ Save As แล้วเลือก Save as เป็น Excel Add in จากนั้นก็เลือก Folder ที่ท่านต้องการเก็บ Save in นั้นๆ หลังจากนั้นก็ปิด File ไปเลย (ดังภาพ)


7. การนำ Add in ที่ท่านสร้างไว้มาใช้งาน ก็ให้เข้าไปที่หน้า Excel เปิด File Excel ให้ จากนั้นใน Tab menu ให้เลือก File > Option > Add in > เลือก Manage Excel Add-in กด Go
  

8. เมื่อกด Go แล้ว หน้าจอ Excel จะมี Pop up Add-in ขึ้นมา ให้ท่านคลิกเลือก Add in ที่ท่าน Save ไว้ หรือ Browse หาจาก Folder ที่เก็บไว้ก็ได้ จากนั้นก็กด OK เป็นอันเสร็จสมบูรณ์



9. หลังจากนั้นในหน้าจอ Excel ของท่าน สามารถเรียกใช้งานสูตร =QRCode( ), =Code128( ), =DataMatrix(), =AZTEC()  เพื่อสร้าง Barcode ในแบบต่างๆ ตามที่ต้องการได้โดยตรงโดยไม่ต้องเปิด File ที่ท่าน Download มาช่วยสร้าง QRCode อีกแล้ว


เป็นไงบ้างครับ อ่านมาถึงตรงนี้ น่าจะ Happy มีความสุขกับการใช้แล้วนะครับ ไม่เข้าใจตรงไหน ก็ Inbox คุยกันได้ มาใช้ชีวิตการทำงานให้มันง่าย Simplify กัน

ยังมีเรื่องราวดีๆ อีกมากมาย มาติดตามพูดคุยและให้กำลังใจได้ที่ naitakeab.blogspot.com

สนใจยกระดับการทำงานให้มีประสิทธิภาพ ติดต่อเราได้ที่ https://rightwayhub.com
สนใจการฝึกอบรมแบบ In-house Training แจ้งความต้องการได้ที่ https://rightwayhub.com/training

มงคล  พัชรดำรงกุล
วิทยากร/ที่ปรึกษา/ผู้เชี่ยวชาญการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน และการเพิ่ม Productivity องค์กร  
LineID : naitakeab, Tel 081-8476479 
02 พฤษภาคม 2562

วันพฤหัสบดีที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2562

ถาม คิด ตอบสิ่งเหล่านี้เป็นประจำ เพื่อการเป็น Global Supply Chain กัน

ในการจัดการตลอด Supply Chain ของท่าน ได้ถาม คิด และตอบสิ่งเหล่านี้เป็นประจำแล้วใช่หรือไม่ ลองพิจารณาดูนะครับ เพื่อความเป็น Global Supply Chain ของกิจการไทย และผลิตภัณฑ์ไทย #คนไทยต้องคิดหากจะยิ่งใหญ่และยั่งยืน
  1. เราได้ผลิต Product ในสถานที่ที่ดีที่สุดสอดคล้องกับตลาดเกิดใหม่ทั่วโลกหรือไม่? - เข้าใจทั้ง Value, Demand และความสามารถในการ Supply คือ หัวใจสำคัญ
  2. เราได้ใช้ประโยชน์จากการขนาดการผลิตที่ประหยัด (Economics of Scale) หรือจากความยืดหยุ่นในการผลิต (Flexibility) แล้วใช่หรือไม่? - Cost, Quick Response และ Flexibility คือ สิ่งที่ต้องใส่ใจนอกจาก Product ที่มีคุณยภาพและโดนใจลูกค้า
  3. เครือข่ายของเรายืดหยุ่นเพียงพอที่จะเก็บเกี่ยวประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงของตลาดบ่อยๆหรือไม่? - ความต้องการลูกค้าเปลี่ยนอยู่เสมอ เครือข่ายไม่แข็งแรง ก็ตอบสนองได้ล่าช้ากว่าความคาดหวัง
  4. ได้ออกแบบเครือข่ายและกระบวนการทำงาน เพื่อช่วยลดระยะเวลาในการให้บริการแก่ลูกค้า และทำให้เราตอบสนองมากขึ้นหรือไม่? - การทำงานที่สั้นลง สินค้าคงคลังจะน้อยตาม
  5. เรามีกลยุทธ์ด้านสินค้าคงคลังทั่วโลกหรือไม่ และระดับมีสินค้าคงเหลือในแต่ละสถานที่ี่เหมาะสมที่สุดหรือยัง - พอดีและพอเพียง ในจุดที่หมาะสม คือหัวใจของการจัดการ Inventory
  6. กลยุทธ์ของเราใช้การวิเคราะห์ข้อมูล หรือการวิเคราะห์ทางคณิตศาสตร์ (Data Analytics) โดยเฉพาะความถี่ในการเติมเต็ม (Fulfill) และรอบเวลาในตอบสนอง และการวิเคราะห์ความแปรปรวนเพื่อกำหนดระดับ Safety Stock หรือไม่ - Data driven กำลังถูกใช้ในทุกมิติของการทำงาน
  7. มีการประเมินกลยุทธ์การเติมเต็มอื่น ๆ ตามสถานการณ์หรือไม่ เช่น การจัดส่งสินค้าเร่งด่วน การลดความเสี่ยง และการเพิ่มระดับ Safety Stock หรือไม่ - การจัดการความผิดปกติได้ดี คือ โอกาส
  8. เราใช้ประโยชน์เพื่อการดำเนินงานที่เป็นประโยชน์โดยรวม โดยการเลื่อนและการส่งมอบที่สมบูรณ์ ตามความเหมาะสมและความเป็นไปได้หรือไม่? - คิดทุกอย่างแบบ optimization คือ หัวใจของงาน
ฝากไว้เป็น 8 ประเด็นต้องคิด ต้องวิเคราะห์ ต้องทำความเข้าใจ สิ่งเหล่านี้ คือ Fundamental ในการดำเนินงานตลอดโซ่อุปทาน เพราะจะช่วยให้เราสามารถสร้างระบบการทำงานแบบใหม่ๆ ที่จะช่วยให้เกิดการ Alignment กันทั้ง Supply Chain อยู่สม่ำเสมอ ตลอดเวลา และเกิดวงจรการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง (supply chain optimization cycle) ตามภาพ


สนใจยกระดับการทำงานให้มีประสิทธิภาพ ติดต่อเราได้ที่ https://rightwayhub.com
สนใจการฝึกอบรมแบบ In-house Training แจ้งความต้องการได้ที่ https://rightwayhub.com/training

Data Literacy: ทักษะที่คนทำงานยุค AI ต้องมี (แต่ความจริงคือ...อาจไม่มีใครรู้จริง)

ในวันที่กระแส AI (Artificial Intelligence) พัดถล่มทุกวงการ ผมได้เห็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจและน่ากังวลไปพร้อมกัน ทั้งในมุมมองของคนรุ่นใหม่ที่ก...