วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2563

"ต้นทุน" ลดได้ทุกวัน ในทุกกิจกรรม

เพราะทุก Activities ของการทำงาน แลกมาด้วย Cost แล้วมันใช่ Cost ที่ควรจ่ายหรือยัง?

ระหว่างเตรียมงานบรรยายให้กับหน่วยงานแห่งหนึ่ง ไปเจอเนื้อหา File การสอนในอดีต สมัยเมื่อครั้งเริ่มต้นการเป็นวิทยากรที่ปรึกษา เลยหยิบมาปัดฝุ่นอีกนิดหน่อย น่าจะเข้ากับสถานการณ์ได้ดี และน่าจะเป็นมุมมองสำหรับการเริ่มใส่ใจเรื่องต้นทุนที่มากขึ้นๆ ของหลายๆกิจการนับจากนี้ ยิ่งสถานการณ์ Covid แบบนี้ ความจำเป็นที่ต้องจัดการเรื่องต้นทุนยิ่งทวีคูณ

"ต้นทุนแฝงอยู่ในทุกกิจกรรมที่ท่านทำ" นั่นคือประเด็นแรกที่ท่านต้องคิด 
"ยิ่งมีกิจกรรรมเยอะ ยิ่งทำบ่อย ยิ่งทำช้า ยิ่งทำผิด" ยิ่งทำให้เกิดต้นทุน นี้คือสาเหตุเบื้องต้นที่เราต้องเข้าใจ

ความสามารถในการจัดการต้นทุน ว่ากันแล้ว เป็นหน้าที่ของทุกคน เป็นเรื่องที่ควรทำพร้อมกัน จนเป็นกิจวัตรนิสัย ทั้งนี้ทั้งนั้น อย่ารอจนเกิดสภาพจำใจที่ต้องลดต้นทุนแบบจำยอม ซึ่งเมื่อนั้นอาจจะสายเกินไป 

ภาพ 4 ภาพนี้ น่าจะช่วยหาคำตอบเบื้องต้นให้บ้าง หากมีเวลา แล้วผมจะมาเพิ่มเติมและอธิบายข้อมูลในแต่ละภาพให้ฟังนะครับ 







ดูข้อมูลและบทความที่ผมเขียนเพิ่มเติมได้อีกช่องทางที่ https://www.facebook.com/rightway.mgt/ และ https://naitakeab.wordpress.com/   

มงคล  พัชรดำรงกุล
วิทยากร/ที่ปรึกษา/ผู้เชี่ยวชาญการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน และการเพิ่ม Productivity องค์กร  
LineID : naitakeab, Tel 081-8476479 

สนใจยกระดับการทำงานให้มีประสิทธิภาพ ติดต่อเราได้ที่ https://rightwayhub.com
สนใจการฝึกอบรมแบบ In-house Training แจ้งความต้องการได้ที่ https://rightwayhub.com/training

วันศุกร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2562

กระบวนการพัฒนาปรับปรุงงาน "จากจุดเริ่มที่แตกต่าง สู่ผลลัพธ์ที่เป็นสุข"

 "เมื่อต้องพัฒนาปรับปรุง" เลือกเอาที่ง่ายๆ ทุกคนเข้าใจได้ก็พอ

การฝึกอบรมและให้คำปรึกษาแนะนำธุรกิจของผมช่วงนี้ ได้รับการทาบทามให้มีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบการดำเนินงานของกิจการต่างๆมากขึ้นๆ นับเป็นเรื่องดีที่หลายๆกิจการเห็นคุณค่าในสิ่งที่เราทำ ต้องบอกตามตรงเลยว่า 12 ปีในวงการที่ปรึกษาแบบ Fulltime ทำให้เข้าใจอะไรทุกอย่างมากขึ้น และเพิ่มขึ้นทุกปี แม้เราจะทำแบบเรื่อยๆ เดินสู่เป้าหมายแบบเงียบๆ มาตลอด
กรอบแนวทางในการพัฒนาปรับปรุงงาน
ตัวแบบ "การดำเนินการพัฒนาปรับปรุง" ภาพนี้ก็เช่นกัน มันคงเทียบไม่ได้กับตัวแบบของบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำของโลก หรือที่ปรึกษาเก่งๆ ของประเทศอีกหลายๆ คน แต่สิ่งที่ผมและ Rightway คิดและจะทำเสมอคือ
"ทุกครั้งจะต้องสร้างดัวแบบการทำงานตามสภาพที่เป็นของลูกค้ารายนั้น มันต้องเป็นตัวแบบที่คนที่จะต้องทำงานร่วมกันเข้าใจและสื่อสารกันรู้เรื่อง"
และแล้วตัวแบบการปรับปรุงงานนี้ที่เกิดขึ้น โดยการพัฒนาปรับปรุงจะประกอบด้วยกิจกรรมต่างๆเป็นขั้นตอนในการดำเนินงานดังนี้

1. วิเคราะห์และค้นหาโอกาสในการปรับปรุง
ขั้นตอนนี้จะประกอบด้วยการฝึกอบรม และนำเสนอเทคนิค และการค้นหาโอกาสในการปรับปรุงงานโดยใช้การดำเนินงานหลายรูปแบบ อาทิเช่น
- Visual / 5G คือ การใช้หลักการ 5จริง จากสภาพการทำงานที่เห็น
- Waste Finding คือ การสำรวจและค้นหาความสูญเปล่าในการดำเนินงานโดยใช้หลักการ 7+1 หรือ 5 Office wastes เป็นใบเบิกทาง
- Strategic คือ การวิเคราะห์และค้นหาโอกาสในการปรับปรุง เพื่อให้สอดคล้องตามกลยุทธ์ของกิจการและสภาพแวดล้อมของธุรกิจ
- VSM คือ การค้นหาโอกาสในการปรับปรุงโดยใช้แผนภาพสายธารแห่งคุณค่า เพื่อมองปัญหาทั้งกระบวนการตั้งแต่รับความต้องการ จนกระทั่งส่งมอบ
- OEE คือ การค้นหาความสูญเสียผ่านหลักการวัดประสิทธิผลโดยรวมของเครื่องจักร
- V-PAD คือ การค้นหาโอกาสในการปรับปรุงตลอดโซ่อุปทาน โดยเน้นกระบวนการที่มีคุณค่า และการ Benchmark เปรียบเทียบ
โอกาสในการปรับปรุงที่ค้นพบจากกิจกรรมหรือกระบวนการต่างๆ จะนำมาขึ้นทะเบียน ประเมินและจัดลำดับความสำคัญ และกำหนดผู้รับผิดชอบในการพัฒนาปรับปรุงต่อไป

2. ศึกษาทำความเข้าใจและวิเคราะห์หาสาเหตุ
ขั้นตอนนี้จะประกอบด้วยการฝึกอบรม และนำเสนอเทคนิค และวิธีการวิเคราะห์ค้นหาสาเหตุของปัญหา โดยเน้นให้ผู้เข้าอบรม และเจ้าของพื้นที่มีส่วนร่วม และใช้เครื่องมือในการวิเคราะห์ค้นหาสาเหตุของปัญหาได้ โดยตัวอย่างของเครื่องมือที่จะนำใช้ เช่น 5G, แผนผังก้างปลา, แผนภูมิ Why-Why, แผนภาพ Pareto, หลัก 5H-1H, Process Flow Analysis, Data Analysts, PDCA เป็นต้น

3.การกำหนดมาตรการปรับปรุงและการดำเนินการแก้ไข
ขั้นตอนนี้จะประกอบด้วยการฝึกอบรม และนำเสนอเทคนิค และวิธีการกำหนดมาตรการหรือแนวทางในการแก้ปัญหาจากสาเหตุที่ค้นพบ โดยเน้นให้ผู้เข้าอบรม และเจ้าของพื้นที่มีส่วนร่วม และใช้เครื่องมือในการกำหนดมาตรการตอบโต้และแก้ไขปัญหาได้ โดยตัวอย่างของเครื่องมือที่จะนำใช้ เช่น 5S, ECRS, Standard Work, Control Chart ,SMED, Line Balance, Pull System/KANBAN, Poka-yoke, Automation, VMI/Consignment, S&OP, SDCA เป็นต้น

4.การจัดทำมาตฐานและพัฒนาปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
เมื่อปัญหาหรือโอกาสใดๆได้รับการพัฒนาปรับปรุงจนบรรลุผลสำเร็จแล้ว ก็นำมากำหนดหรือจัดทำเป็นมาตรฐานการปฏิบัติงาน และดำเนินการพัฒนาปรับปรุงให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ใครอ่านแล้ว อยากจะนำไปประยุกต์ใช้ ลงมือทำเอง ก็ยินดีครับ ที่สำคัญผมเชื่อว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด มันแค่ดีกว่าไม่มีกรอบแนวคิดอะไรเลยเวลาจะปรับปรุงงาน

สุดท้ายขอบคุณทุกกิจการที่เป็นลูกค้าจะทางตรงหรือทางอ้อม ที่ช่วยขัดเกลาและตกผลึกองค์ความรู้ให้วิทยากรที่ปรึกษาคนนี้มาเรื่อยๆ ภารกิจในการทำให้องค์กรแข็งแรงมากขึ้นๆ ของเรายังไม่จบ และยังต้องทำต่อเนื่อง และใช้ทุกวินาทีให้เกิดคุณค่ามากสุด ในทุกครั้งที่คุณกับผมได้ร่วมงานกัน
แม้เราจะ #LowProfile แต่จะทำให้คุณ #HighProfit

ดูข้อมูลและบทความที่ผมเขียนเพิ่มเติมได้อีกช่องทางที่ https://www.facebook.com/rightway.mgt/ และ https://naitakeab.wordpress.com/   

สนใจยกระดับการทำงานให้มีประสิทธิภาพ ติดต่อเราได้ที่ https://rightwayhub.com
สนใจการฝึกอบรมแบบ In-house Training แจ้งความต้องการได้ที่ https://rightwayhub.com/training

มงคล  พัชรดำรงกุล
วิทยากร/ที่ปรึกษา/ผู้เชี่ยวชาญการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน และการเพิ่ม Productivity องค์กร  
LineID : naitakeab, Tel 081-8476479 
18 ตุลาคม 2562



วันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

มาสร้าง QR Code ด้วย Excel แบบ Off-line ไม่ต้องใช้ Net กัน

หวัดดีครับทุกท่าน ที่เข้ามาดูแนวทางการสร้าง QR Code โดยการใช้ Excel แบบตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ใน Blog นี้ จะเป็นการสรุปแนวทางและขั้นตอนในการใช้งาน เพื่อเป็นข้อมูลให้กับผู้ที่ต้องการทดลองใช้เกิดความเข้าใจมากขึ้น 

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า Barcode / QR Code ถูกพัฒนาและนำมาใช้ในการสร้างความรวดเร็ว แม่นยำ ในการทำงานด้านต่างๆ มานานแล้ว และมีวิธีการสร้างก็มีหลายๆ วิธี หลายวิธีต้องทำงานผ่าน Website /Online แต่แนวทางที่กำลังจะนำเสนอนี้เป็นการใช้โปรแกรมพื้นฐานอย่าง Excel ซึ่งคนทำงานส่วนใหญ่ในองค์กรมักจะคุ้นเคยกับการใช้งาน มาเป็นตัวสร้าง QR Code แบบ Offline เพื่อนำไปใช้งาน

ในอดีต Excel สามารถสร้าง Barcode 1D ได้โดยการใช้ Font Barcode ซึ่งก็สะดวกดีถ้าข้อมูลไม่มากมาย แต่ในยุคปัจจุบันมีการใช้ Barcode 2D (เช่น Data Matrix, QR Code) มากขึ้น เพราะต้องการเก็บข้อมูลมากขึ้น การพัฒนา Excel ให้สร้าง Barcode แบบ 2D และทำงานแบบ Offline (ไม่ต้องเชื่อมต่อ internet) ก็เลยเกิดขึ้น และมันก็คือ File ตัวที่ท่านกำลังจะทดลองใช้งานนั้นเอง โดยเบื้องหลังจะทำงานผ่านโปรแกรม VBA (Visual Basic Application) ใน Excel หรือที่หลายคนเคยเห็นหรือรู้จักในนาม Macro ซึ่งเป็นส่วนประกอบหนึ่งของ VBA

ส่วนรูปแบบการใช้งานก็จะ Friendly กับผู้ใช้ คล้ายๆ กับการใส่สูตรเพื่อการคำนวนหาค่าต่างๆ ในโปรแกรม Excel นั้นเอง และนี้คือขั้นตอนการใช้งานครับผม ลองทำตามทีละขั้นไปเลยนะ

1. เข้าไป Download File ที่พัฒนาขึ้น (เป็น File Excel Macro ซึ่งใช้ภาษา VBA เขียน) ได้ที่  shorturl.at/dBIM9  จากนั้นก็ save เก็บไว้ที่ไหนในเครื่องคอมพิวเตอร์ของท่านตามที่สะดวกเลยครับ

2. เปิด File ที่ Download ขึ้นมา ซึ่งมันจะทำงานผ่านโปรแกรม Microsoft Excel (แนะนำควรใช้ Excel Version 2013 เป็นต้นไปนะครับ) และบางเครื่องอาจติดระบบ Security ของ Excel แนะนำให้กดปุ่ม Enable Editing หรือเปิดใช้งาน  อาจต้องกด 2 ครั้ง ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละเครื่อง หรือตามภาพด้านล่างนะครับ


3. จากภาพข้างบนจะเห็นว่า ใน File ตัวนี้สามารถสร้างระบบ Barcode ได้ 4 รูปแบบ คือ  QR Code, Code128, DataMatrix และ Aztec การจะเลือกสร้าง Barcode แบบใด อยู่ที่ตัวท่านครับ ส่วนใหญ่ช่วงนี้คนไทยก็จะคุ้นเคยกับ QR Code มากว่า

4. จาก File ตัวอย่างที่จะ Download มา ลองเปิด Sheet ใหม่แล้วทดลองสร้าง QR Code ดู ตามภาพ ทั้งนี้เราสามารถสร้าง QR Code ของตัวเลข ข้อความ หรือการนำข้อมูลมารวมกันแล้วสร้างเป็น QR Code โดยใช้สูตรของ Excel ช่วยรวมให้ หรือใส่ข้อมูล Website พอใส่เสร็จก็กด Enter เหมือนใช้งานสูตรทั่วๆไป (ดังภาพข้างล่าง)  อย่างไรก็ตาม ตัวโปรแกรมตัวนี้ไม่รองรับการใช้งานที่เป็น QRcode ภาษาไทยนะครับ - Note : QR Code จะเก็บข้อมูลแบบตัวเลขอย่างเดียวได้ประมาณ 7,000 ตัว ส่วนแบบข้อความผสมตัวเลขก็ประมาณ 4,200 ตัว ครับ


5. ในการปรับขนาดของ QR Code เนื่องจาก QR Code ที่สร้างขึ้นมาจะมีลักษณะเป็นภาพ ดังนั้นเราสามารถคลิกที่ภาพ QR Code แล้วปรับย่อ-ขยายได้ตามความเหมาะสมตามที่ต้องการ หรือถ้าหากรู้ว่าขนาดประมาณเท่าไร ก็อาจปรับขนาดของช่อง Cell ไว้รองรับเลยก็ได้ครับ เมื่อได้ภาพ  QR Code มาแล้ว ก็ลองใช้ Barcode Reader หรือ App ที่อยู่ในมือถือทดลองอ่านดูนะครับ

6. เมื่อท่านทดลองใช้งาน แล้วเห็นว่าดี และอยากเก็บคำสั่งการสร้าง (สามารถป้อนสูตรได้เลยในโปรแกรม Excel โดยไม่จำเป็นต้องเปิด File นี้ เพื่อสร้าง QRCode ทุกครั้ง) ให้ทำการ Save As แล้วเลือก Save as เป็น Excel Add in จากนั้นก็เลือก Folder ที่ท่านต้องการเก็บ Save in นั้นๆ หลังจากนั้นก็ปิด File ไปเลย (ดังภาพ)


7. การนำ Add in ที่ท่านสร้างไว้มาใช้งาน ก็ให้เข้าไปที่หน้า Excel เปิด File Excel ให้ จากนั้นใน Tab menu ให้เลือก File > Option > Add in > เลือก Manage Excel Add-in กด Go
  

8. เมื่อกด Go แล้ว หน้าจอ Excel จะมี Pop up Add-in ขึ้นมา ให้ท่านคลิกเลือก Add in ที่ท่าน Save ไว้ หรือ Browse หาจาก Folder ที่เก็บไว้ก็ได้ จากนั้นก็กด OK เป็นอันเสร็จสมบูรณ์



9. หลังจากนั้นในหน้าจอ Excel ของท่าน สามารถเรียกใช้งานสูตร =QRCode( ), =Code128( ), =DataMatrix(), =AZTEC()  เพื่อสร้าง Barcode ในแบบต่างๆ ตามที่ต้องการได้โดยตรงโดยไม่ต้องเปิด File ที่ท่าน Download มาช่วยสร้าง QRCode อีกแล้ว


เป็นไงบ้างครับ อ่านมาถึงตรงนี้ น่าจะ Happy มีความสุขกับการใช้แล้วนะครับ ไม่เข้าใจตรงไหน ก็ Inbox คุยกันได้ มาใช้ชีวิตการทำงานให้มันง่าย Simplify กัน

ยังมีเรื่องราวดีๆ อีกมากมาย มาติดตามพูดคุยและให้กำลังใจได้ที่ naitakeab.blogspot.com

สนใจยกระดับการทำงานให้มีประสิทธิภาพ ติดต่อเราได้ที่ https://rightwayhub.com
สนใจการฝึกอบรมแบบ In-house Training แจ้งความต้องการได้ที่ https://rightwayhub.com/training

มงคล  พัชรดำรงกุล
วิทยากร/ที่ปรึกษา/ผู้เชี่ยวชาญการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน และการเพิ่ม Productivity องค์กร  
LineID : naitakeab, Tel 081-8476479 
02 พฤษภาคม 2562

วันพฤหัสบดีที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2562

ถาม คิด ตอบสิ่งเหล่านี้เป็นประจำ เพื่อการเป็น Global Supply Chain กัน

ในการจัดการตลอด Supply Chain ของท่าน ได้ถาม คิด และตอบสิ่งเหล่านี้เป็นประจำแล้วใช่หรือไม่ ลองพิจารณาดูนะครับ เพื่อความเป็น Global Supply Chain ของกิจการไทย และผลิตภัณฑ์ไทย #คนไทยต้องคิดหากจะยิ่งใหญ่และยั่งยืน
  1. เราได้ผลิต Product ในสถานที่ที่ดีที่สุดสอดคล้องกับตลาดเกิดใหม่ทั่วโลกหรือไม่? - เข้าใจทั้ง Value, Demand และความสามารถในการ Supply คือ หัวใจสำคัญ
  2. เราได้ใช้ประโยชน์จากการขนาดการผลิตที่ประหยัด (Economics of Scale) หรือจากความยืดหยุ่นในการผลิต (Flexibility) แล้วใช่หรือไม่? - Cost, Quick Response และ Flexibility คือ สิ่งที่ต้องใส่ใจนอกจาก Product ที่มีคุณยภาพและโดนใจลูกค้า
  3. เครือข่ายของเรายืดหยุ่นเพียงพอที่จะเก็บเกี่ยวประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงของตลาดบ่อยๆหรือไม่? - ความต้องการลูกค้าเปลี่ยนอยู่เสมอ เครือข่ายไม่แข็งแรง ก็ตอบสนองได้ล่าช้ากว่าความคาดหวัง
  4. ได้ออกแบบเครือข่ายและกระบวนการทำงาน เพื่อช่วยลดระยะเวลาในการให้บริการแก่ลูกค้า และทำให้เราตอบสนองมากขึ้นหรือไม่? - การทำงานที่สั้นลง สินค้าคงคลังจะน้อยตาม
  5. เรามีกลยุทธ์ด้านสินค้าคงคลังทั่วโลกหรือไม่ และระดับมีสินค้าคงเหลือในแต่ละสถานที่ี่เหมาะสมที่สุดหรือยัง - พอดีและพอเพียง ในจุดที่หมาะสม คือหัวใจของการจัดการ Inventory
  6. กลยุทธ์ของเราใช้การวิเคราะห์ข้อมูล หรือการวิเคราะห์ทางคณิตศาสตร์ (Data Analytics) โดยเฉพาะความถี่ในการเติมเต็ม (Fulfill) และรอบเวลาในตอบสนอง และการวิเคราะห์ความแปรปรวนเพื่อกำหนดระดับ Safety Stock หรือไม่ - Data driven กำลังถูกใช้ในทุกมิติของการทำงาน
  7. มีการประเมินกลยุทธ์การเติมเต็มอื่น ๆ ตามสถานการณ์หรือไม่ เช่น การจัดส่งสินค้าเร่งด่วน การลดความเสี่ยง และการเพิ่มระดับ Safety Stock หรือไม่ - การจัดการความผิดปกติได้ดี คือ โอกาส
  8. เราใช้ประโยชน์เพื่อการดำเนินงานที่เป็นประโยชน์โดยรวม โดยการเลื่อนและการส่งมอบที่สมบูรณ์ ตามความเหมาะสมและความเป็นไปได้หรือไม่? - คิดทุกอย่างแบบ optimization คือ หัวใจของงาน
ฝากไว้เป็น 8 ประเด็นต้องคิด ต้องวิเคราะห์ ต้องทำความเข้าใจ สิ่งเหล่านี้ คือ Fundamental ในการดำเนินงานตลอดโซ่อุปทาน เพราะจะช่วยให้เราสามารถสร้างระบบการทำงานแบบใหม่ๆ ที่จะช่วยให้เกิดการ Alignment กันทั้ง Supply Chain อยู่สม่ำเสมอ ตลอดเวลา และเกิดวงจรการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง (supply chain optimization cycle) ตามภาพ


สนใจยกระดับการทำงานให้มีประสิทธิภาพ ติดต่อเราได้ที่ https://rightwayhub.com
สนใจการฝึกอบรมแบบ In-house Training แจ้งความต้องการได้ที่ https://rightwayhub.com/training

วันจันทร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

การจัดการความต้องการที่ผันแปร ภายใต้สภาวะความต้องการที่ผันผวน

เมื่อปริมาณความต้องการ (Demand) สินค้าที่บางรายการมีมาก บางรายการก็น้อย อีกทั้งยังมีความผันผวนจนตอบสนองไม่ถูก ชีวิตในการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าช่างดูวุ่นวายซะจริงๆ พยายามพยากรณ์ความต้องการก็แล้ว ซื้อโปรแกรมมาช่วยก็แล้ว สต๊อกให้มันเยอะๆ ก็แล้ว สุดท้ายก็มีเรื่องเจ็บตัวและให้แก้ไขกันอยู่บ่อยๆ 


ใช่แล้วครับ  สูตรสำเร็จของการทำงานไม่ได้ง่าย ไม่ได้อยู่แค่สต๊อกสินค้าให้มากเพื่อมีของขายลูกค้า เพราะสุดท้ายเงินจม สต๊อกบาน ต้นทุนสูง และก็ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างต้องพยากรณ์ให้แม่นยำ ต้อง Lean เพราะถ้าไม่แม่นจริงก็เสี่ยงที่จะของขาดของเกินอยู่ดี สุดท้ายหนีไม่พ้น ต้นทุนก็สูงอีก

ชีวิตการทำธุรกิจ ก็เหมือนการใช้ชีวิต ที่ต้องเดินสายกลาง เทคนิคและวิธีการต่างๆ ไม่ได้เป็นยาวิเศษที่สามารถรักษาได้ทุกโรค วันนี้เลยเอาแนวทางสายกลางมาแบ่งปันให้เห็นว่า สถานการณ์แบบใด ก็ใช้เทคนิคและวิธีการอย่างไร ดูภาพประกอบนะครับ


วิธีการที่ควรใช้ในการจัดการปริมาณความต้องการที่ผันแปร ภายใต้ความต้องการที่ผันผวน

จากภาพ ผมแบ่งเป็น 2 มิติในการมอง คือ มิติที่ 1 คือ มองปริมาณความต้องการ มิติที่ 2 คือ มองความผันผวน แล้วนำ 2 มิติมาบูรณาการด้วยการประยุกต์ Matrix 2x2 จนได้ผลลัพธ์ออกมาเป็น 4 ประเภทดังนี้

1. ปริมาณความต้องการมีน้อย และผันผวนน้อย ถ้าเจอแบบนี้ละก็สามารถคาดการณ์ความต้องการได้ง่าย อีกทั้งมีผลกระทบต่อการดำเนินงานน้อย ลองเก็บข้อมูลเป็นสถิติ แล้วนำมาใช้ประโยชน์บางซิ หรือทำ Forecast ไปด้วยเลย ความแม่นยำไม่น่าจะไกลเกินเอื้อม หลักการทำงานแบบ Lean ก็มีส่วนช่วยอย่างมากในการทำงานกลุ่มนี้  

2. ปริมาณความต้องการมีน้อย แต่ผันผวนเยอะ  ถ้าเจอแบบนี้ละก็ ผมว่าต้องสร้างความเป็นเทพเรื่องการจัดการสินค้าคงคลังให้ดีแล้วล่ะ เพราะเราจำเป็นต้องมีการจัดเก็บเป็นระดับสินค้าคงคลังสำรองบ้างแล้ว แต่จะเท่าไรดี คงต้องมีทักษะเรื่องนี้พอสมควร เพราะเก็บเยอะก็คงไม่ดี ไม่มีสำรองไว้ก็คงไม่เหมาะ

3. ปริมาณความต้องการมีมาก แต่ผันผวนน้อย  ถ้าเจอแบบนี้ละก็ ใจชื้นขึ้นมากสักหน่อย เพราะไม่ผันผวนแล้ว ดังนั้นหยิบ Model การพยากรณ์ขึ้นมาใช้เลย (์Note : แต่ถ้าเป็นการผลิตตามสั่ง ถ้าคิดว่าทำได้เร็วกว่าเวลาที่ลูกค้าอยากได้ ก็ไม่ต้องสต๊อกไรเลยนะ เกิดต้นทุนเปล่าๆ แล้วอย่าลืมเสริมสร้างความแรงด้วยหลักการของ Lean ด้วยนะครับ) นอกจากนี้ยังต้องใส่ใจปริมาณความต้องการที่ผิดปกติจากพื้นฐานทั่วๆไปด้วย เช่น ปริมาณความต้องการที่เกิดจากการจัดโปรโมชั่นเป็นต้น

4. ปริมาณความต้องการมีมาก และผันผวนมาก  ถ้าเจอแบบนี้ละก็ ยากและเหนื่อยที่สุดเลย เพราะสถานการณ์แบบนี้คาดการณ์ก็ยาก ผลกระทบก็เยอะ แต่อย่าตกใจไป แนวทางการสร้างความเชื่อมโยงร่วมกัน คือ หัวใจในการจัดการสินค้าที่มีลักษณะแบบนี้ จัดไป "การทำ Collaboration Planning" รู้ใ้ชัดเจนร่วมกันไปเลยในทุกจุดทั้งโซ่อุปทาน (Supply Chain) ส่วนการบริหารองค์กรก็ต้องใส่ใจวิธีการทำงานแบบ Agile Management สักหน่อยนะครับ

เป็นไงบ้างครับ ลองไปใช้กันดู ท่านอาจจะมีวิธีการและวิธีคิดที่ดีกว่าผม ผมเชื่อว่าใครอยู่และเข้าใจกับสถานการณ์และปัญหา น่าจะสามารถ Design รูปแบบและมุมมองในการได้หลากหลายกว่านี้ก็เป็นไปได้ ขอให้โชคดีในการทำให้หน่วยงาน และองค์กรดีขึ้นๆ ทุกวันนะครับ แค่นี้คุณก็อยู่เพื่อสร้างคุณค่าที่ดีให้กับองค์กรอยู่เสมอแล้วครับ


มงคล  พัชรดำรงกุล
วิทยากร/ที่ปรึกษา/ผู้เชี่ยวชาญการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน และการเพิ่ม Productivity องค์กร  
LineID : naitakeab, Tel 081-8476479 
20 พฤศจิกายน 2561

วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

เรื่องเล่า ผ่านมุมมอง ของที่ปรึกษา จากงาน THAILAND 2019


14 พ.ย 2561 กับงาน THAILAND 2019 ที่ได้มีโอกาสเข้าร่วม นับได้ว่าคุ้มค่า ที่ได้ฟังแนวคิดจากกูรู และนักธุรกิจระดับแนวหน้าของประเทศ เป็นการ Fine tune และตกผลึกทางความคิดในฐานะผู้ฟังจนต่อมความคิดต่อยอดพุ่งพล่านออกมาจากบางคำพูดที่ได้ฟัง เลยจัดแบ่งเป็นข้อๆ ตาม Style ผม มาดูกันๆ ว่าเป็นไงบ้าง
1. ไม่ว่าสถานการณ์เป็นเช่นใด นักธุรกิจตัวจริงย่อมมองเห็นโอกาสเสมอ
2. GEO Politic คือ คำใหม่สำหรับผม แต่มันใช่และจริง ให้เราฉุกคิด ถ้าจะไประดับโลก
3. รายได้ของประเทศ-มีเพียง 30% เท่านั้นที่รายได้เกิดในประเทศไทย ส่วนอีก 70% ข้ามน้ำข้ามทะเลมาผ่านการส่งออกและการท่องเที่ยว เลือกเอาจะขายใคร กลุ่มเป้าหมายเป็นใครดี
4. ระบบ Supply Chain Network ไม่ได้มองแค่ บริษัทกับบริษัท และไม่ใช่ประเทศกับประเทศ แต่มันต้องเชื่อมกับกลุ่มประเทศ
5. America (ณ ปัจจุบัน) อยากให้การ Supply RM ทุกอย่างกลับมาใช้ของในประเทศหรือภูมิภาค (มันคือความเสี่ยงใช่ไหม สำหรับเรา)
6.สิ่งที่อเมริกากลัว คือ Made in China 2025 เพราะจะกระทบต่อระบบเศรษฐกิจอเมริกาอย่างจัง ส่วนเมืองไทยไม่แน่ใจ อาจยังไม่ได้คิด ฮิฮิ
7. รูปแบบการทำธุรกิจมี 2 ลักษณะ คือ "การสร้างการเข้าถึง" และ "การเป็นเจ้าของ"
8. โลกปัจจุบันธุรกิจแบบ "สร้างการเข้าถึง" จะใช้ Technology เป็นตัวขับ (พวก Start up ทั้งหลายนี้แหละ สินทรัพย์ไม่มี แต่สร้าง Platform เข้าถึงสินทรัพย์คนอื่น ชัดๆ ที่เป็นตัวอย่าง ก็เช่น Airbnb) ส่วนพวก "การเป็นเจ้าของก็เน้นลงทุน (Invest) ซึ่งเกิดมาก่อน เหนื่อยหน่อยหลังจากนี้ ถ้าไม่ปรับตัว
9. ทางรอดของทุกธุรกิจ ต้องเน้น Collaboration (เชื่อมโยงกัน) เก่งคนเดียวอยู่ไม่รอด
10. ลูกค้าเกิดใหม่และเป็นกลุ่มใหม่เสมอ Lift Style ก็ไม่เหมือนกัน หน้าที่ของธุรกิจคือ Focus ลูกค้าใหม่ด้วย ซึ่งมาพร้อมกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปจากลูกค้าแบบเดิมๆ - ระบบ CRM ต้องทบทวนรูปแบบตัวเองด่วน
11. Co-Everything คือ รูปแบบการทำงานสมัยใหม่ และเกิดการทำงานได้ทุกที่
12. ด้านการตลาด เมื่อทำ Marketing Segment ได้แล้วไม่ได้หมายความว่าเสร็จ แต่ให้ลงลึกถึง Personalization data ต้องทำ Big Data ด้าน Behavior ของลูกค้าแต่ละคน
13. ปัญหาที่เกิดพร้อมกับการโตของ Technology คือระบบ Infrastructure เป็นคอขวด น่าจะเป็นโอกาสอะไรบางอย่างจากนี้
14. New Customer แต่ Old System จำไว้ไปไม่รอด
15. แรงงานที่มีทักษะมีไม่พอ แต่แรงงานที่จบปริญญากลับมีเพียบ จับมาเพิ่มทักษะด่วน ถ้าจะไปต่อ ส่วนพวกที่จะเข้ามาใหม่ ค้นหาตัวเองให้เจอและสร้างมันก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน
16. Head-Heart-Hand หัวคิด-มีใจ-ลงมือทำ คือ 3 สิ่งที่ต้องใช้ทำงานทุกวัน
17. ยักษ์ใหญ่ของธุรกิจเริ่มขยับไปสู่ Business ใหม่ๆ ตลาดใหม่ๆ พร้อม Technology ใหม่ๆ รูปแบบการทำงานใหม่ๆ เรื่อง Transformation คือ หัวใจสำคัญต้องช่วยกันทั้งองค์กร จำเป็นจริงๆ
18. Cost Reduction ผ่าน Data Driven คือ หัวใจในการทำงานแห่งอนาคต เริ่มเข้าสู่ยุค Data Driven ชัดเจน ตัวอย่างที่เริ่มเห็น เช่น Predictive Maintenance
19. Orchestra Productivity Improvement คือ Practice ที่ใช้กันมากขึ้นๆ นี้คือ หัวใจหลักของการทำ Supply Chain Management เลยทีเดียว องค์กรต้องรู้และเล่นเป็น
20. Feeder Line คือ หัวใจในการเชื่อมโยงธุรกิจให้ Growth มากขึ้นๆ
21. คิดและทำคนเดียวไม่สำเร็จ แต่ต้องหลายคนร่วมคิด เชื่อเหอะ ทุกคนรอบตัวมีดี อยู่ที่จะดึงมาใช้อย่างไร
22. Data Management / Data Analytics โคตรสำคัญจริงๆ แม้กระทั่งกิจการ Retail หลายหมื่นล้าน ยังลงทุนพัฒนาระบบเพื่ิอจับวัดพฤติกรรมของลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการหน้าร้าน
23. พฤติกรรมคนไทยอยู่ติดบ้านไม่เกิน 3 วัน ถ้านานกว่านั้นอาจเป็นคนป่วย (โอกาสสำหรับบางธุรกิจยังเปิดกว้างอยู่นะ)
24. Co-Creation, Collaboration และ Share Value ตั้งแต่ Supplier ยัน Customer ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ต้องทำ อย่าคิดได้แค่ฝ่ายเดียว
25. ส่วนขาหุ้นปีหน้า กูรูบอก ครึ่งปีแรก "Wait and See" ที่สำคัญใส่ใจปัจจัยภายนอกมากกว่าภายใน เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจไทยเป็นเช่นนั้น (รอดูกันจะเป็นจริงไหม)
26. อื่นๆ ที่อาจปิ้ง Idea ไม่ทัน ถ้านึกได้จะเขียนเพิ่มให้นะครับ
ขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก www.prachachat.net ด้วยครับ
#เรียนรู้ที่จะให้ก็สุขใจที่จะรับ

มงคล  พัชรดำรงกุล
วิทยากร/ที่ปรึกษา/ผู้เชี่ยวชาญการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน และการเพิ่ม Productivity องค์กร  
LineID : naitakeab, Tel 081-8476479 

15 พฤศจิกายน 2561

วันพุธที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2561

เทคนิคการใช้สูตร Find และIF ในการกำหนดประเภทของข้อมูลที่มีรูปแบบไม่ตายตัว

จากปัญหาที่ต้องกำหนดกลุ่มให้กับสินค้าที่มี Description ต่างๆ ซึ่งไม่มีรูปแบบที่ตายตัวได้ เลยใช้สูตร Find (ค้นหา) ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด แล้วแสดงผลตามที่ต้องการ แล้วมันก็ทำได้ซะด้วย เห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ เลยทำเป็น VDO แบบมือสมัครเล่นมาให้ลองศึกษาและนำไปใช้กันดูนะครับ



มงคล พัชรดำรงกุล
#เรียนรู้ที่จะให้ก็สุขใจที่จะรับ

วันจันทร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2561

พัฒนาโซ่อุปทานแบบง่าย โดยใช้ SCOR Model เป็นแบบคิด

เมื่อก่อร้างสร้างกิจการขึ้นมาแล้ว ความท้าทายของการเป็นเจ้าของและสืบทอดกิจการก็คือ การเข้าสู่โหมดของเรียนรู้อย่างต่อเนื่องและเต็มรูปแบบ เพื่อให้เกิดปรับตัว เพื่อให้เจริญเติบโตอย่างยั่งยืน ภายใต้สภาพทางการแข่งขัน และความต้องการของลูกค้าที่มีความผันแปรตลอดเวลา ควบคู่ไปกับเทคโนโลยีเครื่องมือในการดำเนินงานด้านต่างๆ ของโลกได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเข้าสู่ยุค Digital อย่างเต็มรูปแบบในปัจจุบัน

ในช่วงนี้หลายกิจการภายในประเทศไทยเริ่มซึมซับถึงความจำเป็นที่ต้องบริหาร และควบคุมกระบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ต้นนำจวบจนปลายน้ำเชื่อมโยงกันตลอดโซ่อุปทาน หรือ Supply Chain กันมากยิ่งขึ้น มีการให้ความสำคัญและความร่วมมือกันทั้งผู้ขาย ผู้ผลิต ผู้ส่งมอบ และลูกค้า โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือ การสร้างประสิทธิภาพและความสมดุลร่วมกัน (Optimization) ตลอดโซ่อุปทาน

"แน่นอนครับ พิมพ์เขียวตัวแบบสำคัญที่ใช้ในการพัฒนาการจัดการทั้งโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่สากลนิยมนำมาประยุกต์ใช้ และผมคิดว่ากิจการของไทยจำเป็นต้องเรียนรู้ ก็คือ ตัวแบบ SCOR Model (อยากรู้จัก SCOR มากขึ้คลิกอ่านได้ที่นี้ "บทความตัวแบบ SCOR" ) ซึ่งตัวแบบ SCOR Model จะให้ความสำคัญกับกระบวนสร้างความเป็นเลิศอย่างเป็นระบบทั้ง 6 กระบวนหลักภายในโซ่อุปทาน คือ Plan Source Make Deliver Return และ Enable โดยมีเป้าหมายให้เกิดประสิทธิผล 5 ด้าน คือ Reliability, Responsiveness, Agility, Cost และ Asset Management Efficiency ดังภาพ
ภาพที่ 1 เป้าหมาย 5 ด้าน กระบวนการ 6 อย่าง ในการจัดการโซ่อุปทาน

ส่วนแนวทางการพัฒนาปรับปรุงการจัดการโซ่อุปทานอย่างไรให้เหมาะสมกับกิจการนั้น ผมสรุปจากแนวทางในการเข้าให้คำปรึกษาเรื่อง Supply Chain ที่ผ่านมาและถอดบทเรียนจากการปฏิบัติจริงเป็นกรอบแนวคิดและวิธีการโดยการประยุกต์ใช้วิธีคิดตามแบบ SCOR Model มาเป็นแนวทางไว้ดังภาพที่ 2

ภาพที่ 2 กระบวนการพัฒนาโซ่อุปทานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
โดยสามารถแบ่งขั้นตอนออกเป็น 4 ส่วนหลักๆ คือ

1. การวิเคราะห์และจัดทำกลยุทธ์ คือ การดำเนินการวิเคราะห์และกำหนดว่ากลยุทธ์ใดสำคัญ โดยจะพิจารณาจากเป้าหมาย 5 ด้านหลัก โดยกลยุทธ์ 3 ด้านแรก มุ่งเน้นให้ความสำคัญต่อลูกค้า คือ Reliability, Responsiveness และ Agility ส่วนกลยุทธ์ที่ 4 และ 5 เป็นกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นด้านประสิทธิภาพการดำเนินการขององค์กร

2. การคัดเลือกผลิตภัณฑ์และศึกษาทำความเข้าใจโครงสร้างโซ่อุปทาน คือ การศึกษาและทำความเข้าใจเพื่อเชื่อมโยงให้เห็นถึงกระบวนการ ผู้ที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับโซ่อุปทานของสินค้า ที่ได้รับการคัดเลือกมาพัฒนาโซ่อุปทาน โดยจะมีกิจกรรมสำคัญๆ 4 อย่างคือ 1) การคัดเลือกผลิตภัณฑ์ 2) การจัดทำโครงสร้าง Chain 3) การจัดทำแผนภาพทางภูมิศาสตร์ 4) การจัดทำรูปแบบความเชื่อมโยงของแต่ละกระบวนการภายใต้ผลิตภัณฑ์ที่ได้คัดเสือก

3. การวิเคราะห์และประเมินผลกระบวนการ/ขั้นตอนการทำงาน คือ การประยุกต์แนวคิดตัวแบบ SCOR ผ่านกลไกการบริหารจัดการ 4P (Performance Process Practice People) โดยการวิเคราะห์ประสิทธิผลจะนำเป้าหมาย 5 ด้าน (Reliability, Responsiveness, Agility, Cost และ Asset Management Efficiency) และกระบวนการ 6 อย่าง (Plan Source Make Deliver Return และ Enable) มาทำการวิเคราะห์ปัญหาและโอกาสพัฒนาปรับปรุงภายใต้โซ่อุปทานของ Product นั้นๆ

4. การดำเนินการพัฒนาปรับปรุง คือ การนำประเด็นการพัฒนาปรับปรุงที่ได้วิเคราะห์ มากำหนดมาตรการ โดยใช้หลักการปฏิบัติ (Practice) มาใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการ รวมทั้งส่งเสริมการพัฒนาบุคลากร (People) เพื่อให้มีศักยภาพในการใช้หลักปฏิบัติ และพัฒนาวิธีการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยรูปแบบของการปรับปรุงสามารถดำเนินการได้ 4 ลักษณะ คือ
  • การปรับปรุงเฉพาะตัวองค์กร (Company) 
  • การปรับปรุงร่วมกันกับผู้ส่งมอบ (Supplier) 
  • การปรับปรุงร่วมกันกับลูกค้า (Customer) 
  • การปรับปรุงร่วมกันกันทั้งโซ่อุปทาน (Supply Chain)
ทั้งนี้ในส่วนที่ 2,3 นั้น ในปัจจุบันผมได้พัฒนาเป็น SCM Application Platform ช่วยในการสร้างความเชื่อมโยงโดยเปิดให้สมัครใช้งาน "ฟรี" โดยพร้อมพัฒนาต่อเนื่องอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ให้เป็น Social Supply Chain Platform ตามที่ตั้งใจไว้ สนใจก็สมัครใช้งานได้ที่ supplychain.ofininfo.com นะครับ

เมื่อลงทะเบียนใช้งานแล้ว
อยากค้นหาคู่ค้าเพื่อทำธุรกิจ..ทำได้
อยากรู้จักลูกค้ามากขึ้น..รู้
อยากรู้จัก Supplier มากขึ้น..รู้
อยากเข้าใจในความเชื่อมโยง..รู้
อยากรู้แหล่งที่ตั้ง...รู้
อยากสร้างตัววัดคุมการทำงานทั้ง chain..ทำได้
เกิดเหตุผิดปกติในพิ้นที่ลูกค้า- Supplier..รู้
และอีกหลาย Feature ที่กำลังจะตามมา


หรือจะรับชมผ่านทาง YouTube ถึงคุณลักษณะของ Application ตัวนี้ก่อนก็ได้ ที่


ลองไปทดลองใช้ดูกันนะครับ ชอบ/ไม่ชอบก็ Comment กันได้ ส่วนใครสนใจในแนวทางของการพัฒนาโซ่อุปทาน อยากพัฒนาการจัดการตลอดโซ่อุปทานให้เป็นเลิศ ก็สามารถสอบถาม แลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ ด้วยความยินดีครับ

สนใจยกระดับการทำงานให้มีประสิทธิภาพ ติดต่อเราได้ที่ https://rightwayhub.com
สนใจการฝึกอบรมแบบ In-house Training แจ้งความต้องการได้ที่ https://rightwayhub.com/training

มงคล  พัชรดำรงกุล

วิทยากร/ที่ปรึกษา/ผู้เชี่ยวชาญการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน และการเพิ่ม Productivity องค์กร  
LineID : naitakeab, Tel 081-8476479 

25 กันยายน 2561

วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2561

5 Office Wastes - ความสูญเปล่าในสำนักงาน 5 ประการ

เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาได้มีโอกาสบรรยาย In-house ให้องค์กรแห่งหนึ่งเรื่อง "แนวคิดการพัฒนาและยกระดับผลิตภาพทางการผลิตและการบริหารจัดการอุตสาหกรรม" ในระหว่างการบรรยายผมได้นำเสนอแนวคิดในการค้นหาความสูญเสียและความสูญเปล่าในการปฏิบัติงาน และได้สื่อสารไปยังผู้เข้าฟังว่า 
"หากเราจำแนกการบริหารประสิทธิภาพออกเป็น 3 ส่วน คือ การบริหารการผลิต การบริหารประสิทธิภาพของเครื่องจักร และการบริหารสำนักงาน เราก็ค้นพบความสูญเปล่าที่เหมือนกัน แต่แตกต่างกัน"
เอาละซิ 3 อย่างที่เหมือนกัน แต่แตกต่างกัน คือ อะไร? ผมเลยอธิบายว่า "เมื่อเราวิเคราะห์สิ่งที่เรากำลังศึกษา สิ่งที่ได้เหมือนกันคือ ความสูญเปล่าจากการทำงานใน Function งานนั้นๆ แต่ความสูญเปล่านั้นๆ ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน" กล่าวคือ
  1. ความสูญเปล่าจากการผลิต สามารถค้นหาได้อย่างง่าย จากสภาพ ที่ "ย้ายบ่อย คอยนาน Stock บาน งานผิด ผลิตเกิน เดินเอื้อมหัน ขั้นตอนไร้ค่า และไม่ค้นหาศักยภาพคน" ซึ่งหลักการนี้ก็คอหลักการ ของ "7 Waste +1" หรือเข้าใจกันในวางการที่ปรึกษาคือ D-O-W-N-T-I-M-E นั่นเอง
  2. ความสูญเสียจากการใช้งานเครื่องจักร  สามารถค้นหาได้อย่างง่ายจากสภาพที่เครื่องจักรไม่ได้ถูกใช้งานหรือถูกใช้งานอย่างไม่มีคุณค่า อันประกอบด้วย Breakdown, Setup, Minor Stop, Speed Loss, Cutting Blade, Defect และ Start up  หรือรู้จักกันในนามของ 7 Big loss ของเครื่องจักร อยากรู้ว่า Loss อะไรเยอะก็ใช้ OEE จับดู
  3. ความสูญเปล่าในสำนักงาน-Office Waste ซึ่งมีอยู่ 5 อย่าง 
พอกล่าวถึงความสูญเปล่าประเภทที่ 3 ก็มีคำถาม จากผู้เข้าเรียน
"อาจารย์ครับ 2 เรื่องแรก ผมพอเข้าใจ และพอรู้จักมาบ้าง และเห็นมีคนกล่าวถึงอยู่บ่อยๆ แต่ 5 Office Waste คือไรครับจารย์ อยากรู้ๆ"
สุดท้ายที่วางแผนไว้จะอธิบายพอสังเขป ก็ต้องปรับเปลี่ยนไปตามความต้องการของผู้เรียน และเป็นที่มาของการนำมาขยายผล แปลงเป็นภาษาเขียนสู่กลุ่มผู้ใครเรียนรู้แบบ Online ได้อ่านกัน

เอาละ มาดูกันว่า 5 Office Wastes - ความสูญเปล่าในสำนักงาน 5 ประการ ที่ทำให้ผู้เรียนวันนั้นอยากรู้ประกอบด้วยอะไรบ้าง ขออธิบายแบบมีภาพ Mind map ประกอบหน่อยนะครับ

ความสูญเปล่า 5 ประการในสำนักงาน
ภาพ :  5 Office Wastes ความสูญเปล่า 5 ประการในสำนักงาน

                                                                จากภาพจะเห็นได้ว่า 5 Office Wastes ประกอบด้วย
  1. Asset Waste (ความสูญเปล่าจากการใช้สินทรัพย์) เป็นความสูญเปล่าที่เกิดจากการนำเงินไปลงทุนการจัดซื้อ จัดหา สินทรัพย์ (เช่น สินค้าคงคลัง อาคาร คลังสินค้า เครื่องจักรอุปกรณ์ ฯลฯ) มาเพื่ิอใช้งาน แต่ใช้งานได้ไม่คุ้มค่าหรือเสียโอกาสในการสร้างรายได้ ความสูญเปล่าประเภทนี้ เช่น 
    • มีสินค้าคงคลังมากเกิน ทำให้เกิดความสูญเปล่า เกิดเงินจม และมีต้นทุนจากการบริหารจัดการสินค้าคงคลังและการบริหารคลังสินค้าที่เพิ่มขึ้น  
    • ไม่ใช้ประโยชน์ สินทรัพย์ เช่น อาคาร คลังสินค้า เครื่องจักร รถขนส่ง ฯลฯ ที่ลงทุนไปมีหน้าที่ที่ต้องสร้างมูลค่า และรายได้ให้กับกิจการ ดังนั้นหากพบว่าสินทรัพย์ใดไม่ได้นำมาใช้งาน สินทรัพย์นั้นกำลังสร้างความสูญเปล่าให้องค์กร ต้องพิจารณาและตัดสินใจเพื่อให้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพกันนะครับ  ลองไปทบทวนดูกับค่าเหล่านี้ เช่น ROA, OEE, %Utilization ผิดปกติหรือไม่   
    • มีต้นทุนคงที่สูง ต้นทุนคงที่ คือ ต้นทุนที่ไม่แปรผันไปตามปริมาณของการผลิตหรือจำนวนครั้งของการให้บริการ เช่น เงินเดือน ค่าเช่า ค่าเสื่อมราคา ค่าประกันภัย ฯลฯ บางครั้งถ้ามันสูงเกินความจำเป็นก็จะยิ่งสูงเปล่า ดังนั้นควรต้องควบคุมให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
    • มีไม่พอเพียง เสียโอกาส ความต้องการที่ผันผวนก็บ่อเกิดของปัญหา เมื่อใดก็ตามที่เรามีิสินทรัพย์ เช่น สินค้าคงคลัง หรือขีดความสามารถในการให้บริการต่างๆ ที่ไม่เพียงพอและตรงกับความต้องการ ก็ทำให้เกิดการเสียโอกาสและความสูญเปล่าจากการดำเนินงาน ลองออกแบบระดับการถือครองที่เหมาะสมกันนะครับ
    • ไม่ทนทาน เสียหายก่อนเวลา สินทรัพย์ที่ใช้เงินในการจัดหา/จัดซื้อ มีอายุการใช้งาน แต่เมื่อใดก็ตามที่สูญเสียหรือเสียหายก่อนเวลาอันควร ก็จะเป็นความสูญเปล่านั้นเอง
  2. Information Waste (ความสูญเปล่าจากการใช้ข้อมูล) เป็นความสูญเปล่าจากการจัดการระบบข้อมูลที่ขาดประสิทธิภาพ ยิ่งยุคนี้เป็นยุคของ Data Mining/Data Analytic/Big Data ซึ่งจะทำให้ข้อมูลและ Information ต่างๆ มีคุณค่าและจะแพงกว่าน้ำมันในอนาคต  ดังนั้นต้องจัดการไม่ให้เกิดความสูญเปล่า โดยความสูญเปล่าจำพวกนี้ เช่น
    • ต้องแปลหรือทำความเข้าใจ กระบวนการสื่อสารที่กลับไปกลับมา ไม่ชัดเจน ต้องทำความเข้าใจ นำมาซึ่งเวลาการดำเนินการที่ยาวขึ้น และก่อให้เกิดความสูญเปล่าในการดำเนินงาน
    • ไม่ครบถ้วน ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน นำมาซึงการทำงานที่ผิดพลาด หรือไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ทำให้ต้องเสียเวลาในการจัดการแก้ไข หรือรอดำเนินการ
    • ไม่ถูกต้อง การผลิตงานเสีย ของเสีย คือความสูญเปล่า ข้อมูลที่ผิดพลาด ไม่ถูกต้อง ก่็เป็นความสูญเปล่าเช่นกัน
    • ไม่ไปในทิศทางเดียวกัน ความเข้าใจของผู้รับสารหรือข้อมูลที่แตกต่างกัน นำมาซึ่งการปฏิบัติงานไปคนละทิศละทาง กว่าจะไปถึงเป้าหมายก็ล่าช้า ดังนั้นต้องวางระบบการกระจายข้อมูลที่มีประสิทธิภาพและรวดเร็ว เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีใหม่ๆ มีเยอะลองพิจารณาเลือกมาใช้งานกันดูนะครับ
    • ระบบการจัดเก็บไม่ดี การเข้าถึงข้อมูลที่ล่าช้า นำมาซืึงความสูญเปล่าและประสิทธิภาพในการทำงาน ลองทำ 5ส หรือ VM กับระบบการจัดเก็บข้อมูลบางก็ดีนะครับ
  3. People Waste (ความสูญเปล่าจากการทำงานของบุคลากร) แม้ว่ายุคปัจจุบันจะเริ่มนำระบบเทคโนโลยีอัตโนมัติ (Automation) หรือปัญหาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยในการทำงานมากขึ้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ายังจำเป็นต้องใช้คนเข้าไปมีส่วนร่วมในการดำเนินการ แต่อาจเปลี่ยนบทบาทหน้าที่ไปจากอดีต และถ้าการปฏิบัติของบุคลากรยังเป็นเช่นเดิม ความสูญเปล่าเหล่าน้ี้ก็ไม่ได้หายไปไหน
    • ไม่เป็นหนึ่งเดียว (ทำงานไม่เป็นทีม) มีให้เห็นความล้มเหลวอยู่บ่อยครั้ง ที่ทำให้เกิดความสูญเสีย หรือสูญเปล่า จากการทำงานคนเดียว คิดคนเดียว มนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างให้มีความสามารถในทุกเรื่อง แต่ให้ใช้ความสามารถเฉพาะเรื่องมาทำงานร่วมกัน เพื่อลดความสูญเปล่าที่เกิดขึ้น
    • ทำงานไม่เหมาะกับความสามารถ การใช้ศักยภาพของบุคลากรที่มากหรือน้อยไป ย่อมสร้างความสูญเปล่าจากการปฏิบัติ ต้องดึงความสามารถของบุคลากรมาใช้อย่างเป็นระบบ เปิดโอกาสให้คนที่มีทักษะความสามารถได้ทำ แต่อย่างเพิ่งเร่งรีบให้บุคลากรที่ขาดทักษะดำเนินการโดยที่ยังไม่ได้พัฒนา
    • รองาน งานที่ต้องรอ นอกจากไม่เสร็จตามเป้าหมายแล้ว ยังมีต้นทุนจากการใช้ทรัพยากรระหว่างการรอด้วย เช่น ค่าแรงงาน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าพลังงานต่างๆ สิ่งเหล่านี้คือความสูญเปล่าที่ไม่ควรเกิดขึ้น 
    • เคลื่อนไหวมากเกินความจำเป็น ทุกครั้งที่ขยับ คิดเสมอว่าได้ทำให้เกิดมูลค่าหรือคุณค่าของงานใดๆบ้าง การเดินตัวปลิว ใช้มือเดียวทำงาน เอื้อมหยิบ หันดู ความสูญเปล่าทั้งนั้น 
    • ทำงานที่ไม่จำเป็น/ไม่สร้างคุณค่า คิดเสมอว่างานที่กำลังทำ เกิดคุณค่ามากน้อย อย่าลืมนะครับงานที่ทำมี 3 ประเภท คือ งานที่มีคุณค่า (VA) งานที่ไม่มีคุณค่า (NVA) และงานที่ไม่มีคุณค่าแต่จำเป็นต้องทำ (NNVA) เราต้องมุ่งเน้นทำงานที่มีคุณค่า ที่ลูกค้ายินดีจ่ายเงินกับค่างานที่เราได้ทำ 
  4. Leadership Waste (ความสูญเปล่าจากภาวะผู้นำ) ผู้นำองค์กรหรือหน่วยงาน คือ ผู้ที่ทำหน้าที่นำองค์กรไปสู่ความสำเร็จยั่งยืน และจำเป็นต้องมีภาวะผู้นำ แต่ถ้าผู้นำเป็นบ่อเกิดให้เกิดความสูญเปล่าในการดำเนินงานแล้วละก็ ความสำเร็จเหล่านั้นก็ล่าช้า หรือเดินทางไปไม่ถึง โดยความสูญเปล่าจากภาวะผู้นำประกอบด้วย
    • ขาดความมุ่งมั่น ใส่ใจ เมื่อภาวะผู้นำที่ไม่ได้มุ่งมั่น ใส่ใจ จะเป็นปัจจัยที่ทำให้กระบวนการทำงานอื่นๆดำเนินการได้อย่างล่าช้า ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ก่อให้เกิดการดำเนินงานตลอดกระบวนการที่มีแต่ความสูญเปล่า
    • จัดโครงสร้างองค์กรไม่เหมาะสม โครงสร้างองค์กรเป็นกลไกในการขับเคลื่อนให้การดำเนินงานและกำหนดผู้รับผิดชอบอย่างเป็นระบบและอย่างอัตโนมัติ แต่เมื่อใดก็แล้วแต่ที่ไม่ได้ถูกกำหนดให้ชัด งานนี้ไม่รู้ใครต้องทำ  ภาวะผู้นำที่ปล่อยให้เกิดลักษณะอย่างนี้ในกิจการ ย่อมก่อให้เกิดความสูญเปล่า
    • ขาดการจัดทำกลยุทธ์ที่ดี เมื่อภาวะผู้นำขาดการจัดทำกลยุทธ์ที่ดี เมื่อนั้นการเดินหน้าตามตามกลยุทธ์ที่วางไว้ ก็อาจไปเพียงกิจกรรมคั่นเวลา ซึ่งไม่ได้เกิดคุณค่าใดๆ  
    • ขาดความรับผิดชอบ ความสำเร็จมาจากความรับผิดชอบในเป้าหมาย และทำตามหน้าที่  เมื่อใดที่ภาวะผู้นำขาดความรับผิดชอบ กิจกรรมเหล่านั้นก็กลายเป็นความสูญเปล่า
    • ขาดจิตสำนึกความเป็นเจ้าของ ความรู้สึกที่เป็นเจ้าของ ทำให้มีความมุ่งมั่น และรอบคอบ ในทุกก้าวย่าง ของการดำเนินการทางธุรกิจ และจะช่วยลดความสูญเปล่าที่เกิดขึ้นระหว่างการดำเนินงานได้เป็นอย่างดี แต่ถ้าไม่มีจะได้ความสูญเปล่ากับมาแทน
  5. Process Waste (ความสูญเปล่าจากกระบวนการทำงาน) ความสูญเปล่าประการที่ 5 ใน Office waste นี้คือ ความสูญเปล่าที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการปฏิบัติงานนั้นๆ โดยจำแนกออกได้ดังนี้
    • ไม่ควบคุม ไม่ติดตามงาน  งานใดก็แล้วแต่ที่ไม่ได้ควบคุม ติดตามผลตามแผนงานที่วางไว้ จะทำให้การดำเนินงาน ล่าช้า ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย  มีข้อผิดพลาดบกพร่อง ที่ไม่ได้รับการแก้ไข ก่อให้เกิดความสูญเปล่า
    • ปรับเปลี่ยนบ่อยครั้ง การปรับเปลี่ยนบ่อยๆ ไม่ได้ทำให้มูลค่าเพิ่ม และที่สำคัญงานใหม่ คนใหม่ วิธีใหม่ วัตถุดิบใหม่ เกณฑ์ใหม่ ต้องอาศัยเวลาในการเรียนรู้ระยะหนึ่ง กว่าจะปฏิบัติได้อย่างชำนาญ ระหว่างการฝึกนั้นๆ แลกมาด้วยความสูญเปล่าที่ใช้ไป
    • ขาดความน่าเชื่อถือ Input หรือทรัพยากรใดๆ (Man Machine Material) ที่ขาดความน่าเชื่อถือ เมื่อนั้นก็ทำให้รอบเวลาการทำงานเพิ่มขึ้น ตรวจสอบมากขึ้น และสูญเปล่ามากขึ้นนั้นเอง
    • ไม่เป็นมาตรฐาน การปฏิบัติงานที่ไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน เป็นบ่อเกิดของข้อผิดพลาด หรือของเสียจากดำเนินงานบ่อยครั้ง ดังนั้นต้องควบคุมให้มีวิธีการทำงานทีเป๋็นมาตรฐานเดียวกัน
    • ไม่จัดลำดับความสำคัญ เมื่องานที่ต้องทำในช่วงเวลาเดียวกันมีหลายงาน แล้วไม่จัดลำดับความสำคัญของงาน ก็จะทำให้มีภาระงานที่ไม่อยู่ตามแผนเพิ่มขึ้น เช่น หยุดรองาน หยุดตรวจสอบ  หยุดเพื่อให้ข้อมูลลูกค้า ฯลฯ ทั้งหมดเป็นบ่อเกิดของความสูญเปล่าทั้งนั้น   
    • ไม่ต่อเนื่อง วกไปวนมา ชีวิตการทำงานแบบเส้นสปาเก็ตตี้ คงดูวุ่นวายและตื่นเต้นดี  ดูเหมือนเก่ง จัดการได้ แต่มันไม่ใช่ 555 และความวุ่นวายเหล่านั้น นำไปสู่ความสูญเปล่าที่เกิดขึ้น ทั้งเวลา ระยะทาง ค่าใช้จ่าย ที่เพิ่มขึ้นจากการปฏิบัติงานนั้นๆ
    • ต้องผ่านการตรวจสอบซ้ำ เคยไหม ตรวจแล้ว ตรวจอีก ในเรื่องเดียวกัน มันซ้ำซ้อนหรือไหม ทำไมต้องตรวจ หรือกระบวนการทำงานเราไม่น่าเชื่อถือ ยิ่งตรวจยิ่งสูญเปล่า ตรวจเท่าที่จำเป็น การตรวจสอบเป็นความสูญเปล่าที่จำเป็นต้องทำก็จริง (ฺNNVA) แต่ก็ไม่จำเป็นต้องตรวจซ้ำนี่น่า
    • มีขั้นตอนผิดพลาด เมื่อขั้นตอนการทำงานผิดพลาด งานที่ได้ก็ย่อมผิดพลาดไปจากเป้าหมาย หรือเกณฑ์ที่กำหนดไว้ การจัดการแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้น ก็กลายเป็นความสูญเปล่า
เป็นไงบ้างครับ 5 Office Wastes - ความสูญเปล่าในสำนักงาน 5 ประการ อาจะมีเนื้อหาเยอะไปหน่อย แต่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่อ่านและผู้ที่พบเห็น Blog นี้ทุกท่านนะครับ แนะนำติดชม ใดๆ ก็ยินดีครับ

สนใจยกระดับการทำงานให้มีประสิทธิภาพ ติดต่อเราได้ที่ https://rightwayhub.com
สนใจการฝึกอบรมแบบ In-house Training แจ้งความต้องการได้ที่ https://rightwayhub.com/training

มงคล  พัชรดำรงกุล
วิทยากร/ที่ปรึกษา/ผู้เชี่ยวชาญการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน การเพิ่มผลผลิตองค์กร 
LineID : naitakeab, Tel 081-8476479 
19 เมษายน 2561

บันทึกข้อมูลการผลิตทันที-เห็นค่า OEE ทันควัน

ช่วงประมาณ 1 เดือนที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเข้าให้คำปรึกษา SMEs อย่าไว้แต่จะเป็น Industry 4.0 เลยครับ ผมว่าแค่ 0.4 ก็ไม่แน่ใจว่าจะถึงหรือเปล่า เพราะอะไรเหรอครับ ก็เพราะว่าระบบ Data Analytics ซึ่งจะเป็นฐานข้อมูลสำคัญสำหรับการพัฒนาปรับปรุงต่อ เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงและเป็นอัตโนมัติยังอยู่แค่ Level เขียนมือเลย 555

ที่แรกดีหน่อย ตรงที่มีกับกรอกข้อมูลรายงานผลิตในแบบฟอร์มตามที่ ISO กำหนด ที่เหลือปล่อยตามยถากรรม ใครอยากดู ค่อยมาค้นหาแล้วกัน ผมสืบสาวเล่าเรื่องก็พบว่า
"อาจารย์ครับ ข้อมูลบันทึกในแบบฟอร์มพอผมเอามาคีย์ในคอม พบว่า OEE มันเกิน 100 ครับ พวกผมก็ไม่รู้เป็นเพราะอะไร อาจารย์ท่านเดิมทำสูตรไว้ ผมก็กรอกตามนั้นแหละครับ แต่ไม่รู้ทำไมมันเกิน 100 ได้ ผมเลยไล่ Check ดูให้ ปรากฏว่าสูตรที่ผูกไว้ใช้ได้ ไม่น่าจะมีอะไรผิดพลาดมากนัก แต่ส่วนที่ผิดคือ ค่า C/T (Cycle Time) ทีมงานบอกไม่รู้ว่าคำนวนยังไง ผมก็ใส่ตามที่เขาผูกสูตรไว้นั้นแหละครับ ส่วนเด็กที่คีย์ก็พยายามคีย์ๆ อย่างเดียวโดนไม่สนใจอย่างอื่น ว่างวันไหนค่อยทำ ผิดถูกยังไงไม่มีคน Check อยากรู้ของเดือนไหนถ้ายังไม่ได้คีย์ ค่อยไปไล่เอา"
ที่ๆสอง อาการหนักกว่าที่แรก ข้อมูลที่ผลิตทุกวันยังไม่ได้เก็บเลย สุดท้ายผมก็ได้คำตอบมาว่า
"ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ ว่าประสิทธิภาพเครื่องผมเป็นยังไงบ้าง เอาเป็นว่าผลิตส่งให้ได้ตามที่ลูกค้าอยากได้ก็ OK แล้วครับจารย์ จะให้กรอกยังไงครับจารย์ แบบฟอร์มก็ยังไม่มีเลย แต่เครื่องจักรพวกผมยังใหม่ รับรองใช้งานได้ดี แต่ชอบมีปัญหาคุณภาพจังครับ Mold มันไม่ค่อยดี พูดเสร็จ หัวเราะ แล้วก็จากไป"
ทั้ง 2 ที่ี่เล่าให้ฟังนี้ เป็นโรงงานประเภท Machine Baseนะครับ พูดง่ายๆ "รายได้จะเกิดจากเครื่องจักรทำงาน" คิดเอาเองนะครับ ว่าถ้าปล่อยไปจะเกิดอะไรขึ้น บทสรุปสุดท้ายในฐานะที่ปรึกษา ผมเลยเสนอว่า
"เอางี้ละกัน ผมช่วยคุณระดับหนึ่งละกัน ด้วยการช่วยทำระบบบันทึกข้อมูลการผลิตและการทำงานของเครื่องจักร เพื่อจะได้มาดูกันว่าเครื่องจักรที่เรากำลังใช้งานอยู่นั้น มันมีประสิทธิผลมากน้อย ผมเลือกทำระบบตัวนี้บน Excel แล้วกัน เวลาคุณจะเอาข้อมูลไปใช้งานต่ออย่างอื่น น่าจะไม่ยากสำหรับคุณ ไอ้ตัวที่ผมจะเอามาช่วยใน Excel เขาเรียกว่า Visual Basic Application หรือ VBA หรือหลายๆคน เรียกทำ Macro"
จากการรับปากในวันนั้น พยายามใช้เวลาว่างๆ นั่งพัฒนาระบบให้เรื่อย จวบจนเป็นรูปเป็นร่างในวันนี้ ก็เลยขอเผื่อแผ่ไปให้ SMEs อื่นๆ หรือผู้ที่สนใจได้เอาไปใช้แบบไม่ต้องจ่ายตังค์บ้าง อย่างไรก็ตาม Version ที่ให้ Download ไปใช้นั้น ก็ยังมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถให้ใช้งานได้หมดนะครับ เช่น
  1. สามารถใช้ได้สำหรับเครื่องจักรที่ผลิตได้วันหนึ่งไม่เกิน 3 รุ่น
  2. ข้อมูลรอบเวลาการผลิตมาตรฐานยังไม่ใช้หน่วยวัดที่ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ทุกราย
  3. อาการของเสียจะระบุเป็นรหัสไว้ เพราะแต่ละองค์กรมีของเสียไม่เหมือนกัน
  4. ยังไม่มีระบบการวิเคราะห์ Loss ซึ่งจริงแล้วก็ทำได้ แต่ฉบับ Free ใช้งาน ยังไม่มีส่วนนี้ครับ
ดังนั้นหากอยากได้มากกว่านี้ต้องติดต่อกันเป็นการส่วนตัวนะครับ อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากการพัฒนาปรับปรุงครับผม

โดยตัวที่พัฒนาขึ้นนี้ 
สามารถ Download ตัว Demo/Free ได้ตาม Link หรือภาพได้เลยครับ
"ระบบบันทึกข้อมูลการผลิต-OEE"

หน้าจอระบบบันทึกข้อมูลการผลิตเพื่อคำนวนค่า OEE
ส่วนวิธีการใช้งานจะอยู่ในโปแกรมอยู่แล้ว แต่เบื้องต้นตามนี้นะครับ
  1. เปิด File ที่ Download 
  2. ปรับปรุงฐานข้อมูลการผลิตให้ครบถ้วน สมบูรณ์ก่อน (ทำครั้งเดียว แล้วใช้ไปยาวๆ)
  3. จากหน้าหลักคลิกตรงปุ่ม "บันทึกข้อมูลการผลิต" ก็จะแสดงข้อมูลตามภาพขึ้นมา
  4. ป้อนข้อมูลการผลิตที่เกี่ยวข้องในวันนั้นๆ ในแต่และช่อง ให้ครบถ้วน
  5. กดปุ่มบันทึกระบบก็จะแสดงข้อมูล OEE ที่คำนวณได้ และทำการสอบถามให้ท่านยืนยันความถูกต้องอีกครั้ง และจะบันทึกเก็บไว้ 
  6. ข้อมูลที่บันทึกเก็บไว้ สามารถนำไปใช้งานในการวิเคราะห์ต่างๆ ตามความต้องการของท่านก็ได้
  7. เมื่อต้องการล้างข้อมูล ก็กดปุ่ม "ล้างข้อมูล" ต้องการออกจากระบบก็กดปุ่ม "ปิด/ออกจากระบบ
และเมื่อ 04 ก.ค 2561 ผมได้ upgrade ให้สามารถวิเคราะห์และแสดงผลเป็นลักษณะของ OEE Dashboard ซึ่งสามารถเลือกดูตามช่วงเวลา และจะจัดลำดับ Loss และของเสียที่เกิดขึ้นให้ด้วย ลองไปดูนะครับ
 ลองไปใช้ดู เป็นไงกันบ้าง ก็บอกมาว่าพอใช้งานกันได้ไหม ชอบ/ไม่ชอบก็ Comment กันได้ ส่วนใครอยากได้ที่สมบูรณ์และตรงกับกิจการของตนมากกว่ามากกว่านี้ ต้องติดต่อกันเป็นการส่วนตัวนะครับ อาจมีค่าใช้จ่ายในการพัฒนาปรับปรุงบ้างนิดหน่อย แต่คุ้มค่าแน่นอน

สนใจยกระดับการทำงานให้มีประสิทธิภาพ ติดต่อเราได้ที่ https://rightwayhub.com
สนใจการฝึกอบรมแบบ In-house Training แจ้งความต้องการได้ที่ https://rightwayhub.com/training

มงคล  พัชรดำรงกุล
วิทยากร/ที่ปรึกษา/ผู้เชี่ยวชาญการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน และการเพิ่ม Productivity องค์กร  
LineID : naitakeab, Tel 081-8476479 

03 เมษายน 2561

Data Literacy: ทักษะที่คนทำงานยุค AI ต้องมี (แต่ความจริงคือ...อาจไม่มีใครรู้จริง)

ในวันที่กระแส AI (Artificial Intelligence) พัดถล่มทุกวงการ ผมได้เห็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจและน่ากังวลไปพร้อมกัน ทั้งในมุมมองของคนรุ่นใหม่ที่ก...