วันอังคารที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2561

ช่องทางในการเติมเต็มองค์ความรู้ (Knowledge Development-Training Program)

ใครจักใคร่ เรียน รับสอน
ใครจักใคร่ บอกต่อ ขอขอบใจ
ใครจักใคร่ ช่วย Organize ก็ยินดี

ตามนี้เลย...จัดไป ขอโฆษณา เพื่อทำมาหากินสักหน่อย กับหลักสูตรการเติมเต็มองค์ความรู้ (Knowledge Development-Training Program) จะได้ช่วยให้มีแรงในการแบ่งปันความรู้ (Knowledge)  กันเยอะๆ ชอบหลักสูตรไหน ก็จัดหลักสูตรนั้นไปเลยครับ หรือถ้ายังไม่โดนใจ หลังไมค์เป็นการส่วนตั๊ว ส่วนตัว ได้ครับ 
  1. หลักสูตรที่ 1 : การจัดการซัพพลายเชนเบื้องต้น (Introduction to Supply Chain Management)
  2. หลักสูตรที่ 2 : พีระมิดสมรรถนะ ควบคุม วัดผล ปรับปรุงได้ ตลอดโซ่อุปทาน (Supply Chain Performance Pyramid : Metric Integration)
  3. หลักสูตรที่ 3 : SCOR ภาคใช้งาน เพื่อจัดการโซุอุปทานให้แข็งแรง (Supply Chain-SCOR Model in Practice)
  4. หลักสูตรที่ 4 : การจัดการสินค้าคงคลัง (Inventory Management)
  5. หลักสูตรที่ 5 : การจัดการสินค้าคงคลัง-วัสดุซ่อมบำรุง (MRO Inventory Management)  
  6. หลักสูตรที่ 6 : บริหารอย่างมีคุณภาพตลอด Supply Chain (House of Supply Chain Management) 
  7. หลักสูตรที่ 7 : เทคนิคในการแก้ไขปรับปรุงงาน (Problem Solving Technique)
  8. หลักสูตรที่ 8 : TQM สำหรับผู้บริหาร (TQM for Executive and Manager)
  9. หลักสูตรที่ 9 : การบริหารคลังสินค้า (Warehouse Management)
  10. หลักสูตรที่ 10 : กระบวนการสร้างและจัดการนวัตกรรมในองค์กร (Innovative Creation and Management in Organization)
สนใจหลักสูตรไหน อย่าช้าติดต่อได้เลย ตามช่องทางที่สะดวกนะครับ
Line ID : naitakeab
E-mail : naitakeab@gmail.com
Tel. 081-8476479













วันพุธที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2561

รสชาติทางการจัดการ 3 อย่างที่ลูกค้าอยากได้ (3 management topics to serve the customers tastes)

เปรี้ยว เค็ม หวาน หอม กลมกล่อม อร่อยลิ้น คือ รสชาติแห่งสุนทรียภาพทางอาหาร แต่จะหากเปรียบกับความสามารถทางการจัดการเพื่อตอบสนองต่อลูกค้า เป็นดั่งอาหารแล้วละก็ มีอยู่ 3 รสชาติทางการจัดการที่ลูกค้าอยากได้ (ซึ่งไม่เกี่ยวกับราคา) และอยากให้เราเสริฟรสชาตินี้อย่างสม่ำเสมอนั้นก็คือ
  1. ความน่าเชื่อถือของการทำงาน (Reliability)
  2. ความรวดเร็วในการดำเนินการ (Responsiveness / Rapidly)
  3. ความคล่องตัวในการตอบสนอง (Agility / Flexibility)
เอาละซิ! ถ้าอย่างนั้น เรามา ตั้งโจทย์ ให้รสชาติทางการจัดการเหล่านี้เกิดขึ้นกันหน่อยซิ ทำไงดี? 

ผมได้คิดจากโจทย์ที่ตั้งขึ้นจนเขียนเป็นแผนภาพของรสชาติทางการจัดการที่ลูกค้าอยากได้ เป็นดังภาพที่เห็นนะครับ (ถูก ผิด เห็นด้วย ไม่เห็นด้วยประการใด ก็ติชมกันได้ครับ)

รสชาติ 3 อย่างทางการจัดการที่ลูกค้าอยากได้
รสชาติ 3 อย่างทางการจัดการที่ลูกค้าอยากได้ (3 items of customer focus)

จากภาพรสชาติความต้องการของลูกค้า 3 อย่างที่เราต้องตอบสนอง นั้นก็คือ 

  1. ความน่าเชื่อในการส่งมอบ รสชาติทางการจัดการอย่างแรกที่ลูกค้าอยากได้ คือ ความอร่อยตามที่คาดหวังไว้ ดังนั้นคนที่เป็นลูกค้าจึงอยากให้เราส่งมอบสินค้าและบริการที่เขาต้องการแล้วสมบูรณ์ในครั้งเดียว โดยความสมบูรณ์ที่อยากได้ คือ "ส่งตรง ส่งครบ คุณภาพดี และเอกสารข้อมูลสมบูรณ์" เพราะจะทำให้ไม่ต้องเสียเวลา หรือค่าใช้จ่ายในการดำเนินการอื่นๆ ตามมา ทั้งนี้ความสมบูรณ์ทั้ง 4 อย่าง จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ
    • ส่วนการผลิตสามารถผลิตได้ตามแผน  ซึ่งการจะผลิตได้แผนนั้น เราต้องควบคุมสิ่งเหล่านี้ให้ได้คือ
      • ผลิตได้ครบจำนวนที่วางแผนไว้
      • ผลิตได้ตามเวลามาตรฐาน (Standard Time)
      • คุณภาพของผลิตภัณฑ์เป็นไปตามเป้าหมาย
      • ประสิทธิภาพของเครื่องจักร (OEE) เป็นไปตามเป้าหมาย
      • ถ้าใช้แรงงาน ประสิทธิภาพของแรงงานก็ได้ตามเกณฑ์
    • ในส่วนของผู้ส่งมอบ ที่ทำหน้าที่สนับสนุนวัตถุดิบหรือสินค้าบางส่วนมาให้เรา ก็ต้องทำงานได้อย่างมีความน่าเชื่อถือ อย่างน้อยๆ ก็ต้องมี 2 อย่าง คือ คุณภาพวัตถุดิบน่าเชื่อถือ การส่งมอบครบถ้วนตรงเวลา และต้องไม่ลืมว่ารูปแบบการสั่งซื้อจาก Supplier แต่ละรายไม่เหมือนกัน ดังนั้นต้องจัดการต่างกันด้วย
  2. เวลาเฉลี่ยที่ใช้ในการตอบสนองคำสั่งซื้อ คงไม่มีลูกค้ารายใดที่อยากกินช้า ดังนั้นรสชาติทางการจัดการที่ 2 ที่อยากได้ คือ ความรวดเร็วในการตอบสนอง ดังนั้นต้องสามารถส่งมอบสิ่งอยากได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งจะส่งมอบได้อย่างรวดเร็ว จำเป็นต้องทำให้ทุกกระบวนทำงานได้อย่างรวดเร็วด้วย คือ
    • ระยะเวลาในการวางแผน หรือการเปลี่ยนความต้องการของลูกค้าเป็นแผนการผลิต/ส่งมอบได้อย่างรวดเร็ว (ขอบอกหลายสถานประกอบการใช้เวลาทำเรื่องนี้นานมาก)
    • ระยะเวลาจัดซื้อวัตถุดิบ (RM) ซื้อปุ๊บ ได้ปั๊บ ดีที่สุด อะไรที่มันเป็นอุปสรรค ก็ขจัดมันทิ้งซะ 
    • ระยะเวลาในการจัดเตรียม วัสดุหลายรายการซื้อมาแล้วยังไม่ได้นำไปใช้ทันที ก็เลยต้องไปเก็บใน Store เก็บอยู่นานแล้วไม่พอยังช้าอีก กว่าที่จะเบิกไปใช้งานได้ ต้องแก้ไขปรับปรุงนะครับ ถ้าที่ไหนยังเป็นแบบนี้อยู่  
    • ระยะเวลาในการผลิต  ที่รวดเร็ว ต้องสนใจ MCT (Manufacturing Cycle Time) และการ Balance Process การผลิตกันเยอะๆ นะครับพี่น้อง จะช่วยลดระยะเวลาในการผลิต และทำให้ผลิตได้รวดเร็วมากขึ้นๆ
    • ระยะเวลาในจัดการความผิดปกติ เครื่องจักรเสีย สินค้าไม่ได้คุณภาพ พนักงานมาทำงานไม่ครบ และความผิดปกติอื่นๆ อีกมากมาย ถ้าเกิดให้รีบแก้ ไม่ใช่ผลัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อยๆ
    • ระยะเวลาในการจัดส่ง เมื่อสินค้าพร้อม ก็ต้องส่งไปถึงมือลูกค้าให้เร็ว เดี่ยวนี้มีเครื่องมือ เทคโนโลยีในการจัดส่ง และรูปแบบการจัดส่งหลายรูปแบบมาก ลงศึกษาและนำมาใช้กันเยอะๆ นะครับ
  3. ความยืดหยุ่นคล่องตัวต่อการเปลี่ยนแปลง  ลูกค้ายุคใหม่สั่งซื้อไปและเปลี่ยนใจเยอะ ดังนั้นเราต้องสร้างองค์กรของเราให้ยืนหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง หรือภาษาสมัยใหม่เรียกกันว่า "Agility Management"  สาระสำคัญคือ เราต้องออกแบบกระบวนการทำงานของเราให้ปรับเปลี่ยนทั้งปริมาณและเวลาที่ต้องการให้ได้ โดยยืนอยู่บนพื้นฐานของความเสียหายที่เกิดขึ้นต่ำสุด โดยเราต้องทำให้เกิดความยืดหยุ่นของกระบวนการผลิต (ถ้าใช้เครื่องจักรเยอะๆ ก็อย่าลืมนำ SMED (Single minute excgange of Dies) มาใช้ และพยายามช่วยกันทำให้ Supplier ของเรามีความยืดหยุ่นด้วย จะได้ช่วยเสริมการทำงานให้ราบเรียบได้มากขึ้น
เป็นไงบ้างครับ 3 รสชาติทางการจัดการ ที่ต้องปรุงและเสริฟไปให้ถึงความรู้สึกของลูกค้าได้ ลองนำไปปรับใช้ในองค์กรดูนะครับ หากมีข้อสงสัย ติชม แนะนำ ก็ติดต่อกันมาได้ 

ส่วนใครอยากรู้จัก ความรู้สึกของลูกค้า คืออะไร ดูเพิ่มเติมที่ Blog "ความรู้สึกลูกค้า"

ส่วนใครอยากรู้เพิ่มเติม รสชาติอื่นๆที่ต้องทำ ดูเพิ่มเติมได้ที่ Blog "พีรมิดสมรรถนะ"

มงคล  พัชรดำรงกุล
วิทยากร/ที่ปรึกษา/ผู้เชี่ยวชาญการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน 
LineID : naitakeab, Tel 081-8476479 
05 มีนาคม 2561









วันจันทร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2561

โอกาส-ทักษะ-ธุรกิจใหม่ เพื่อตอบสนองต่อการจัดการ Supply Chain ยุค 4.0

พบกันอีกครั้งแล้วนะครับ ครั้งนี้มาพบกับเนื้อหาการจัดการ Supply Chain กันอีกสักครั้ง

ที่ผ่านมา หลายคนคงจะซึมซับกับคำว่า Industry 4.0 กันจนมากพอสมควรและมีความเข้าใจดีแล้ว แต่จะมีสักกี่คนที่คิดจะใช้โอกาส หรือ Opportunities ที่ประเทศกำลังจะขับเคลื่อนไปสู่ 4.0 ครั้งนี้ มาพัฒนาตน พัฒนาธุรกิจ หรือสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ 

ผมเป็นคนหนึ่งที่มองและคิดอยู่เสมอว่า ทุกอย่างในโลกนี้มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เราจำเป็นต้องก้าวให้ทัน และใช้โอกาสกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงเหล่านั้นเพื่อสร้าง Value ให้ได้ 

หลายธุรกิจใหญ่ๆ ของโลก อาทิ FB, Alibaba, Amazon, Airbnb, Grab etc. ก็ใช้โอกาสของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างรายได้กันทั้งนั้น ดังนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะเริ่มลงมือทำของเราเองบ้าง ไม่มีคำว่าสายหรือช้าไปแน่นอน

โจทย์คือ ?
ถ้าเราเอาการจัดการ Supply Chain เป็นตัวตั้ง แล้วมีโอกาส ทักษะ หรือธุรกิจใดบ้าง ที่สามารถพัฒนาและทำให้มันเกิดขึ้นภายใต้ยุค 4.0 นี้ ผมเลยรวบรวมและศึกษาจากแนวคิดต่างๆ จากทั่วโลก และได้ตกผลึกเป็นภาพ "โอกาส ทักษะ หรือธุรกิจ เพื่อตอบสนองต่อการจัดการ Supply Chain ยุค 4.0" ดังนี้


ภาพที่1 : โอกาส (Opportunities) เพื่อการจัดการ Supply Chain ที่ดี ภาพใต้ Industry 4.0
จากภาพถ้าเราพิจารณาจากการเกิดขึ้นของ Industry 4.0 แล้ว เราจะสร้างโอกาสทางหน้าที่การงาน การเพิ่มพูนทักษะ หรือการสร้างธุรกิจใหม่ๆ  ด้านการจัดการโซุ่อุปทานได้อย่างไรบ้าง ผมแบ่งโอกาสที่อาจเกิดขึ้นและควรนำมาพัฒนาบุคลากรหรือองค์กรได้ 7 เรื่องคือ
  1. Integrated E2E Planning and Real time Execution
    • คือ การบูรณาการของการวางแผนการทำงานระหว่าง E2E ในแบบ End to End และ Enterprise to Enterprise รวมทั้งสร้างการทำงานแบบ Real Time เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินที่มีประสิทธิภาพของการจัดการตลอดโซ่อุปทาน แน่นอนครับการวางแผน (Plan) คือกระบวนหลักในการจัดการ Supply Chain และเป็นต้นกำเนิดของดำเนินงานด้านอื่นๆ (คลิกดูกระบวนหลักของการจัดการ Supply Chain) ดังนั้นเราต้องพัฒนาระบบการวางแผนของเรา หรือยกระดับ ERP ของเราให้สามารถรวบรวมและเชื่อมโยงข้อมูลผ่านการทำงานร่วมกับลูกค้า หรือ Supplier แบบ Real Time    
  2. SCM & Logistics Visibility
    • การทำให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกันสามารถมองเห็นเป็นหนึ่งเดียวตลอดโซ่อุปทาน คืออีก 1 โอกาสที่องค์กรควรทำให้เกิดขึ้น และอาจสร้างโอกาสทางธุรกิจในการพัฒนาระบบ Monitoring และระบบ Visual Management เพื่อใช้ในการดำเนินงานดังกล่าว โดยข้อมูลที่ต้องทำให้เห็นร่วมกัน,ทั้งโซ่อุปทาน เช่น
      • ข้อมูลการพยากรณ์ หรือปริมาณความต้องการ (Demand)
      • ข้อมูลและสถานะการจัดซื้อต่างๆ
      • ข้อมูลเกี่ยวกับ Inventory ที่จัดเก็บในแต่ละจุดที่เชื่อมโยงกัน
      • ข้อมูลเกี่ยวกับสถานะการผลิต กำลังการผลิต
      • ข้อมูลและสถานะการส่งมอบ 
      • ข้อมูลความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่างๆ เป็นต้น
  3. Prescriptive Supply Chain  Analytic
    • การวิเคราะห์ (Analytics) เป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งในยุคการทำงานแบบ 4.0 ดังนั้นกล่าวได้เลยว่า นี้คือโอกาส ที่สำคัญสำหรับการพัฒนาตัวตน และองค์กรให้มีศักยภาพในการทำ Analytics ซึ่งควรมองไปที่ระดับ Level 3 แต่ยังไงก็แล้วแต่หากยังไม่ได้เริ่มดำเนินการใดๆ เลย ก็คงเริ่มจากระดับ 1 ไปก่อน ทั้งนี้ทั้ง 3 ระดับ ประกอบด้วย 
      • ระดับที่ 1 : Descriptive Analytics เป็นรูปแบบของการวิเคราะห์ข้อมูลแบบพื้นฐานที่สุด โดยจะเน้นไปที่ความสามารถในการ “อธิบาย” ว่าเกิดอะไรขึ้นกับธุรกิจของ ผลการวิเคราะห์ในกลุ่มนี้ เช่น รายงานทางธุรกิจ รายงานการขาย ผลประกอบการ ผลการดำเนินงาน รวมถึงระบบ business intelligence (ฺBI)
      • ระดับที่ 2 : Predictive Analytics เป็นการพยายาม “พยากรณ์” สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยใช้ข้อมูลของสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต เข้ามาวิเคราะห์ร่วมกับโมเดลทางคณิตศาสตร์ หรือร่วมกับการใช้ เทคนิค data mining เพื่อพิจารณาความน่าจะเป็น ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่ทำงานแบบนี้ เช่น Application ประมวลผลเวลาที่จะใช้จากระยะทางและความเร็วที่เป็น
      • ระดับที่ 3 : Prescriptive Analytics ไม่เพียงแต่จะพยากรณ์ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่ยังสามารถ "ให้คำแนะนำ" เกี่ยวกับทางเลือกที่มี รวมถึงผลที่จะตามมาของแต่ละทางเลือกด้วย Prescriptive Analytics จำเป็นต้องใช้ข้อมูลที่กว้างขวาง หลากหลายมากกว่าเพียงแค่ข้อมูลในอดีต และตรงประเด็นนี้เองที่มีความเกี่ยวพันกับ Big Data เป็นอย่างมาก ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่ทำงานแบบนี้ เช่น การใช้ Google Map เลือกเส้นทางที่เหมาะสมจากข้อมูลการจราจรที่เกิดขึ้น
  4. Digital Sourcing
    • รูปแบบของการจัดหาจะเปลี่ยนไปสู่การทำงานแบบ Digital มากยิ่งขึ้น เช่น 
      • ในอดีตเน้นการดำเนินการที่ก่อให้เกิดต้นทุนต่ำสุด แต่ในยุคใหม่ไม่จำเป็น แต่ต้องตอบสนองต่อคุณลักษณะหรือคุณสมบัติที่ต้องการมากกว่า
      • ไม่มีอะไรที่ต้องทำให้สมบูรณ์แบบแล้วจะส่งต่อเพื่อดำเนินการต่อ (เช่น การจัดหาวัสดุ) แต่การทำงานจะเป็นแบบคู่ขนาน เพื่อลดระยะเวลาการทำงาน และสามารถปรับเปลี่ยนในทุกขั้นตอนของกระบวนการทำงาน ดังนั้นต้องมีความคล่องตัวในการปรับเปลี่ยนและแก้ไข
      • เปลี่ยนจากต่างคนต่างทำ (Silo) เป็นแบบบูรณาการ (Integrated) ดังนั้นต้องปรับรูปแบบการทำงานเพื่อรองรับ
      • ไม่มีผู้ใดครอบครองตลาดที่ชัดเจน แต่จะมีผู้ค้าที่กระจัดกระจาย ดังนั้นการวางแผนการทำงานรองรับการสั่งซื้อจากผู้ค้ารายเล็ก แต่ทำงานได้ได้ตรงความต้องการและคุ้มค่าจะเป็นทางเลือกมากขึ้น 
      • ระบบการทำงานที่ใช้เวลาน้อย และคล่องตัวต่อการปรับเปลี่ยน
  5. Intelligent Inventory Control
    • Inventory ถือว่าเป็น Asset (สินทรัพย์) อย่างหนึ่งที่เราจำเป็นต้องบริหารให้มีประสิทธิภาพ เพราะเราใช้เงินลงทุนจัดซื้อจัดหามาเพื่อแปลงสภาพหรือสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเรา มีมากเกินไปก็ก่อให้เกิดต้นทุนสูง มีน้อยเกินไปก็ไม่สามารถตอบสนองลูกค้าได้ทัน ดังนั้นเราจำเป็นต้องควบคุมให้การจัดการสินค้าคงคลังมีประสิทธิภาพ (คลิกดูกรอบกรอบแนวคิด-กระบวนการจัดการ Inventory ให้มีประสิทธิภาพ) อย่างไรก็ตามการสร้างระบบการทำงานให้สามารถควบคุมระดับ Inventory ได้อย่างเป็นอัตโนมัติและเหมาะสมและมีความเป็นอัจฉริยะ คือ โอกาสในการทำงานและธุรกิจที่ควรเป็น 
  6. Smart Warehousing and Logistics
    • การบริหารคลังสินค้าที่ดีในสมัยปัจจุบัน จะต้องสามารถรองรับการเคลื่อนย้ายของวัสดุหรือสินค้าไปยังลูกค้าหรือผู้ใช้งาน โดยเกิดการไหลได้อย่างสะดวก มีความรวดเร็ว สินค้าที่ถือครองต้องมีปริมาณที่เหมาะสม มีความแม่นยำทั้งสถานที่จัดเก็บ/ปริมาณการถือครอง และอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ภายใต้การดำเนินงานที่มุ่งขจัดความสูญเปล่าและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน และลดความเสี่ยงของการดำเนินงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ ทั้งภายใน และภายนอกองค์กร ดังนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะปรับเปลี่ยนไปสู่การดำเนินงานที่เป็น Smart Warehousing and Logistics นำระบบอัตโนมัติมาช่วยในการดำเนินงานมากขึ้น
  7. Smart Spare Part (MRO) Management
    • การเกิดของอุตสาหกรรม 4.0 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีการผลิต จากแรงงานคนไปเป็นเครื่องจักรมากยิ่งขึ้น ดังนั้นเราจำเป็นต้องบริหารระบบสนับสนุนให้เครื่องจักรสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งสิ่งสำคัญคือการบริหาร Spare Part หรือ MRO (Maintenance, Repair and Operation) ดังนั้น นี้คือโอกาส และทักษะที่จำเป็น ที่จะต้องสร้างให้เกิดขึ้น ทั้งนี้อาจพัฒนาไปสู่ความเชื่อมโยงกับระบบ Predictive maintenance
เป็นไงบ้างครับ โอกาส ทักษะ และธุรกิจใหม่ๆ ที่เป็นไปได้ เพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนการจัดการ Supply Chain ในยุคของ Industry 4.0 ทั้งนี้โดยความเป็นจริงอาจมีโอกาส หรือธุรกิจใหม่ๆ เกิดขึ้นได้อีกมากมาย ลองไปนั่งคิดและทบทวนดูนะครับ

และขอฝากไว้นะครับ "อย่าได้แค่มองว่าเทคโนโลยีไปไกลแค่ไหน แต่จงใช้โอกาสในการสร้าง Value จากเทคโนโลยีที่เป็น"

มงคล  พัชรดำรงกุล
วิทยากร/ที่ปรึกษา/ผู้เชี่ยวชาญการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน 
LineID : naitakeab, Tel 081-8476479 
05 มีนาคม 2561

วันจันทร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

Daily Management Technique

สำหรับภาษาไทย

Every day, every working people must be think, to be action, to solve issue, to manage team, to make decision under differentiate working situation, more or less upon the responsibility.

Normally, the management vehicle that use to drive to be meet the cooperate 

objectives  consists of 5 driven management are;
  1. Policy Management
  2. Daily Management
  3. Collaboration Management 
  4. Risk Management 
  5. Bottom-Up Activity such as 5S, Kaizaen, QCC
The 5 driven management methods are the 1 of 4 pillars under "Supply Chain Excellence House", please click link for more details.

For this blog, I would like to introduce the driven management method that closely the routine work. That's "Daily Management (DM) Technique".

What is the daily management?

Daily management is "all activities that are routinely performed to effectively achieve the responsibilities of each working task/working area. Basically, this is an activity for keeping the exsiting condition, but also still need to continuous improvement.


Daily Management (DM)  is related to Policy management (PM). The policy management focuses on the improvement via the PDCA cycle. Daily Management is focused on keeping the existing condition and improving the work by rotating the SDCA cycle. And also, If found the crisis situation during daily Management performance,the policy management is revised. See the picture for more details.


Daily Management mechanism and relation of DM and PM
So let's to see, how to do for Daily management?. It's able separate to 7 steps as below.  


  1. Understand your work.
    • This step >> Tell your work yourself, the purpose of the work,  the goal that you want from the job, I recommend covering 5 goals from your existing jobs.
      • Reliability 
      • Responsiveness 
      • Agility
      • Cost
      • Asset management Efficiency
    • See more details about the performance of work at blog "Pyramid Performance" 
  2. Determine the works standard / control point / checkpoint
    • This step will be define the standard of work, control point, check point to know the abnormal process/result. Control point is the result indicator and check point is the Process indicator
  3. Practical leaning and training for yourself and your team to follow standards.
    • After define work standard, next process are make the practitioner understand what to do. Learning and training in practice with good practice skills.
  4. Encourage and motivate the practitioner work compliance with standards
    • Process oriented is the must to do. This step is to take action. Leaders have the duty to make the team to work follow their believe in what needs to be done more than forced to do only.
  5. Follow up / Monitor / Control
    • This step need someone to take response and also establish the system to follow up, monitoring and control. The system such as Visual Management,Control Graph etc.
      • Supervisor Level: At least hourly or less to follow up and monitor the process and result.
      • Manager Level : Half a day, daily, weekly to follow up and monitor the process and result.
  6. Fast action when abnormal
    • Under the monitoring and control system, wheh found the abnormal of result or process. It is necessary to take immediate action. The concept of 2-2-2 may be applied.
      • Problem solved yourself :  Must be solved by 2 hours.
      • Problem solved by organization.Must be solved by 2 days.
      • Problem solved by outsiders or outsources: Must be solved 2 weeks
  7. Continuous Improvement
    • After the problem was solved, need to review and update the work standard or control points/check point to prevent repeated problems.
Sample : Abnormal Report




The process of improvement for daily management will be explain via the process flowchart as below. This improvement flowchart look like Plan-DO-Check-Act cycle but can be applied by changing from PDCA to CAP-D instead.


Daily Management” improvement Flowchart : CAP-D





How do you feel about the technique of Daily management? Is able to make your routine job to be effective? Hope it's useful for you and someone who read this blog. If your have any question or advice, don't hesitate to contact me.


Mongkol  Patcharadamrongkul
Instructor/Consultant

Expert in Productivity improvement, Logistics and Supply Chain Management, 
Thailand, Tel 081-8476479, E-mail : naitakeab@gmail.com 

22 February 2018




วันพุธที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

บริหารงานประจำวันให้เข้าท่ากันเถอะ (Daily Management Technique)

English Version

ในแต่ละวัน ที่เราต้องคิด ต้องทำ ต้องบริหาร ต้องตัดสินใจ รู้ใช่หรือไม่ มีหลากหลายเรื่องราวที่ทำให้เราเข้าไปเกี่ยวข้อง ซึ่งจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับลักษณะบุคคล และความรับผิดชอบภายในองค์กร โดยพาหนะที่ใช้ในการขับเคลื่อนกระบวนการบริหารภายในองค์กรมีอยู่ด้วยกัน อยู่ 5 ลำ คือ 
  1. การบริหารให้เป็นไปตามนโยบาย (Policy Management) 
  2. การบริหารงานประจำวัน (Daily Management) 
  3. การบริหารความเชื่อมโยง (Collaboration Management) 
  4. การบริหารความเสี่ยงในซัพพลายเชน (Risk Management) 
  5. การส่งเสริมหรือดำเนินกิจกรรมพื้นฐาน (Bottom-up Activity
ซึ่งทั้ง 5 ช่องทางนี้ คือ เสาหลัก ใน 4 เสาที่อยู่ภายใต้ "บ้านตัวแบบสู่ความเป็นเลิศตลอดโซ่อุปทาน" ลองไปติดตามอ่านกันได้นะครับ

แต่สำหรับ Blog ในครั้งนี้ ผมขอนำเรื่องราวที่ใกล้ตัวคนทำงาน และเป็นเรื่องที่ปวดกระบาลที่สุด เป็นปัญหายอดฮิต ในสถานประกอบการ นั่นก็คือ "การบริหารหรือจัดการงานประจำวัน (Daily Management) ให้เข้าท่า"

ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจก่อน การบริหารงานประจำวัน คืออะไร?

การบริหารงานประจำวัน คือ "กิจกรรมทั้งหมดที่ทำเป็นกิจวัตรเพื่อให้บรรลุผลอย่างมีประสิทธิภาพตามหน้าที่ความรับผิดชอบของแต่ละหน่วยงาน โดยพื้นฐานแล้วกิจกรรมดังกล่าวนี้เป็นกิจกรรมเพื่อ การรักษาสภาพปัจจุบัน ไว้  แต่ก็ รวมถึงการปรับปรุงให้ดีขึ้น ด้วย"

เอาละซิงานแบบนี้ หลายองค์กร หลายคนทำงาน มักเรียกว่า งาน Routine ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกมาก เพราะเป็นงานที่ทำต้องอยู่่บ่อยๆ เป็นประจำทุกวัน แต่ทำไมบางครั้งความสำเร็จในสิ่งที่ทำมันมาช้าจัง มีเรื่องให้ปวดหัว อารมณ์เสีย ความดันก็ขึ้นอยู่ทุกวัน

การบริหารงานประจำวัน (Daily Management) จะมีความสัมพันธ์และเชื่อมโยงการการบริหารนโยบาย และการบริหารกิจกรรมพื้นฐาน (ฺBottom up Activities) เป็นหลัก โดยการบริหารนโยบายมุ่งเน้นการดำเนินการพัฒนาปรับปรุงตามวงล้อ PDCA ส่วนการบริหารงานประจำวันจะมุ่งเน้นการรักษาสภาพและปรับปรุงงานโดยหมุนตามวงล้อ SDCA และถ้าผลลัพธ์จากการบริหารงานประจำวันที่เป็นปัญหาระดับวิกฤตก็จะถูกยกขึ้นมาปรับปรุงเป็นนโยบาย  ซึ่งแสดงได้ดังภาพ
Daily Management Flow
กลไกการบริหารงานประจำวัน (Daily Management) และความเชื่อมโยงกับการบริหารนโยบาย (Policy Management)

เอาล่ะ! ถ้าอย่างนั้น เรามาดูวิธีการบริหารประจำวันที่ควรเป็นกันได้ดีกว่า ว่าเราต้องทำอะไรบ้างให้เข้าท่า ทั้งนี้มีขั้นตอนที่ต้องดำเนินการทั้งหมด 7 ขั้นตอน ดังนี้
  1. ทำความเข้าใจกับภาระหน้าที่งานของตน
    • เป็นการบอกตัวเองให้ได้ว่าหน่วยงานของตัวเอง หน้าที่ของตัวเอง มีงานอะไรที่ต้องทำบ้างทำไปทำไม (วัตถุประสงค์ของงานที่ทำ) และเป้าหมายที่อยากได้จากงานนั้น ทั้งนี้เป้าหมายของงานที่ทำ ผมขอแนะนำให้พิจารณาครอบคลุมเป้าหมาย 5  ด้าน คือ 
      • ความน่าเชื่อถือ (Reliability) 
      • ความรวดเร็วในการตอบสนอง (Responsiveness) 
      • ความคล่องตัว (Agility) 
      • ต้นทุน (Cost) 
      • ประสิทธิภาพของการจัดการสินทรัพย์ (Asset management Efficiency) 
    • ทั้งนี้ดูรายละเอียดเพิ่มเติมของการกำหนดเป้าหมายดูเพิ่มเติมได้ที่ "พีระมิดสมรรถนะการดำเนินงาน"
  2. กำหนด วิธีการ / มาตรฐาน / จุดควบคุม / จุดตรวจสอบ ในการปฏิบัติงาน
    • งานที่ต้องทำมีวิธีการอย่างไร มาตรฐานการทำงานที่เป็น มีอะไรเป็นจุดควบคุม อะไรเป็นจุดตรวจสอบ เพื่อให้งานบรรลุตามเป้าหมาย  
  3. ฝึกฝน ฝึกอบรม ให้ตัวเองและทีมงานทำตามมาตรฐาน หรือวิธีการที่กำหนดไว้
    • เมื่อรู้ว่าวิธีการที่ดีเป็นยังไง ก็ต้องทำให้ผู้ปฏิบัติเข้าใจในส่ิ่งที่ต้องทำ ซึ่งจำเป็นต้องฝึกอบรม หรือฝึกฝนให้มีทักษะในการปฏิบัติที่ดี
  4. จูงใจ ให้ปฏิบัติตามวิธีการและมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง 
    • ของดีย่อมสร้างจากกระบวนการที่ดี เมื่อกระบวนการดีแล้ว ผู้ปฏิบัติเข้าใจแล้ว ขั้นตอนนี้คือการลงมือทำ ผู้นำมีหน้าที่ต้องทำให้ผู้ตามเชื่อในสิ่งต้องทำ มากกว่าบังคับให้ทำแต่เพียงอย่างเดียว 
  5. ติดตาม / ตรวจสอบ / ควบคุม 
    • เมื่อลงมือทำ ก็อย่าให้ปล่อยให้ทำแบบตามมีตามเกิด การบริหารงานประจำวันที่ดี ในขั้นนี้ คือ มีระบบในการติดตาม ตรวจสอบ และควบคุม เช่น การใช้กราฟควบคุม (Visual Control, Control Graph)
      • ระดับหัวหน้างาน (Supervisor) ต้องตรวจสอบ การทำงานของผู้ใต้บังคับบัญชา อย่างน้อยเป็นรายชั่วโมง หรือเร็วกว่านั้นก็ได้ ยิ่งเร็วก็ยิ่งดี
      • ระดับผู้จัดการ (Manager) ต้องตรวจสอบผลของงานเป็นรายครึ่งวัน รายวัน รายสัปดาห์
  6. พบสิ่งผิดปกติ ต้องรีบแก้ไข และเกาให้ถูกที่คัน 
    • ภายใต้ระบบการตรวจสอบ ควบคุม ที่ใช้ เมื่อใดก็ตามที่พบว่ามีความผิดปกติ (ไม่เป็นไปตามเกณฑ์หรือค่าควบคุมที่กำหนด) ต้องรีบดำเนินการแก้ไขโดยทันที อาจนำแนวคิด 2-2-2  มาลองประยุกต์ใช้ เช่น 
      • ปัญหาแก้ไขได้เอง ใช้เวลาไม่เกิน 2 ชั่วโมง
      • ปัญหาแก้ไขโดยคนในองค์กร ใช้เวลาไม่เกิน 2 วัน
      • ปัญหาแก้ไขโดยบุคคลภายนอก ใช้เวลาไม่เกิน 2 สัปดาห์ 
    • ตัวอย่างการจัดทำแบบฟอร์มอย่างง่ายสำหรับการติดตาม ตรวจสอบความผิดปกติ ของงาน 
    ตัวอย่างการสร้างระบบการควบคุมความผิดปกติ และการดำเนินการแก้ไข

  7. ปรับปรุงแก้ไข วิธีการ มาตรฐาน จุดควบคุม 
    • ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการจัดการสิ่งที่ผิดปกติ ทำให้เกิดวิธีการทำงาน มาตรฐาน หรือจุดควบคุมต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป อย่าลืมที่จะปรับปรุงให้การดำเนินการเหล่านั้นให้เป็นปัจจุบันและพัฒนาอย่างต่อเนื่องสู่ความยั่งยืน ป้องกันการเกิดปัญหาซ้ำ
ทั้งนี้กระบวนการในการปรับปรุงงานภายใต้การบริหารงานประจำวัน เพื่อให้บรรลุวัตุประสงค์เป้าหมายที่กำหนดไว้ สามารถประยุกต์ใช้แนวคิด PDCA (Plan-DO-Check-Act) มาใช้ได้ก็ได้ โดยเปลี่ยนจาก PDCA  เป็น CAP-D แทน ดังภาพ

กระบวนการในการปรับปรุงงานภายใต้การบริหารงานประจำวัน (Daily Management)
ลองไปทบทวนและประยุกต์ใช้ดูนะครับ น่าจะช่วยให้การทำงาน Routine ภายในองค์กรบรรลุผลสำเร็จ และใช้ชีวิตการทำงานอย่างเป็นสุขมากขึ้นๆ หากมีคำแนะนำติชมใดๆ ก็ยินดีครับ แล้วพบกันใหม่ใน Blog ต่อไปครับ

สนใจยกระดับการทำงานให้มีประสิทธิภาพ ติดต่อเราได้ที่ https://rightwayhub.com
สนใจการฝึกอบรมแบบ In-house Training แจ้งความต้องการได้ที่ https://rightwayhub.com/training

มงคล  พัชรดำรงกุล
วิทยากร/ที่ปรึกษา/ผู้เชี่ยวชาญการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน 
LineID : naitakeab, Tel 081-8476479 
22 กุมภาพันธ์ 2561



วันอังคารที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

พีระมิดสมรรถนะ : ตัวชี้วัดเพื่อควบคุมและจัดการประสิทธิผลอย่างมีประสิทธิภาพทั้ง Supply Chain

บ่อยครั้งในการเข้าให้คำปรึกษาสถานประกอบการทั้งเล็ก-ใหญ่ จะรู้ได้ยังไงว่าบริษัทนั้นๆ มีประสิทธิภาพ แน่นอนครับเครื่องหนึ่งก็คือ "ตัวชี้วัด" หรือที่หลายๆ คนอาจเรียกว่า KPI หรือ Metric เพื่อบอกประสิทธิภาพตัวเองเทียบกับอดีต หรือคู่แข่ง หรือเทียบกับความคาดหวังของลูกค้า

แต่ก็อีกนั้นแหละ บางบริษัทมีแต่วัดประสิทธิภาพซะมากมาย จนบางทีใช้เวลาซะมากมายเพื่อจัดหาหรือจัดเตรียมข้อมูลมากกว่าการใช้เวลาเพื่อการทำงานหรือพัฒนาปรับปรุงงานให้ดีขึ้น

จริงๆ ตัวชี้วัดในองค์กร ไม่ได้จำเป็นต้องมีมากมายหรอก แต่ที่มีมันต้องครอบคลุมทุกกระบวนการทำงาน ครอบคลุมทั้ง supply chain และต้องไม่เอียงไปด้านหนึ่งเกินไป เพราะชีวิตการทำงาน การบริหารต้องมีสมดุล 555

blog ครั้งนี้ เลยนำเสนอตัวชี้วัดหลักทั้ง Supply chain เพื่อให้แต่ละบริษัทลองไปพิจารณานำไปใช้ดูนะครับ เผื่อจะได้ลด KPI ที่มีเป็น 100 ลงได้บ้างดูได้ตามภาพนี้เลยครับ

Core Supply Chain Metric

จากภาพ จะเห็นได้ว่าการมีตัววัด (Metric) ก็เพื่อ ช่วยวัดผลการดำเนินงาน เพื่อเอาผลการดำเนินงานมาวิเคราะห์ให้เข้าใจปัญหา แล้วนำปัญหาไปพัฒนาแก้ไขปรับปรุง โดยตัววัดที่จำเป็นตลอด Supply chain ตามภาพคือ

1. ความแม่นยำในการพยากรณ์ความต้องการ ( Demand Accuracy) ตัววัดนี้ ต้องเข้าใจก่อนนำไปใช้ด้วยนะ ว่าเป้าหมายการพยากรณ์ที่สำคัญนำไปใช้เพื่ออะไร จะได้ออกแบบรูปแบบการพยากรณ์ที่เหมาะสม ว่าวัดเป็นราย SKU ดีหรือเป็นกลุ่มดี รอบการวัดผล ควรเป็นอย่างไร และที่สำคัญต้องเข้าใจลักษณะของ Demand ว่าเป็นแบบใด ยิ่งถ้ารู้พฤติกรรมการกินของลูกค้าได้ ก็ยิ่งดี

2. อัตราความสามารถในการตอบสนองลูกค้า (Perfect order) คือ ความสามารถของบริษัทในการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้อย่างสมบูรณ์ โดยความสมบูรณ์ (Perfect) มี 4 มิติที่ต้องทำให้ได้ คือ ส่งได้ครบถ้วน ตรงเวลา คุณภาพดี เอกสาร-ข้อมูลถูกต้องสมบูรณ์

3. ต้นทุนรวมเพื่อตอบสนองความต้องการ (Total cost to serve) คือ ต้นทุนรวมทุกกระบวนงานตลอด Supply chain ที่ต้องใช้เงินเพื่อทำให้การเคลื่อนไหวของงาน และสินค้า ซื่งครอบคลุมถึงต้นทุนของวัตถุดิบที่จัดหามาด้วย โดยทั่วไปจะมีประมาณ 80-95% ของยอดขาย แต่บางบริษัทก็เกิน 100% จนขาดทุนไปเลยก็มี

4. รอบระยะเวลาเงินสด (Cash to Cash Cycle time) คือ ความสามารถในการเปลี่ยนเงินเป็นเงิน  โดยพิจารณาจาก 3 ปัจจัย คือ ระยะเวลารับเงิน ระยะเวลาจ่ายเงิน และระยะเวลาถือครองสินค้าคงคลัง โดยค่าที่คำนวนได้ยิ่งน้อยยิ่งดี โดยธุรกิจที่ดีถ้าสามารถซื้อเชื่อ ขายสด ไม่มีสินค้าคงคลัง รับรองได้ความสามารถในการเปลี่ยนเงินเป็นเงินดีแน่ สภาพคล่องก็ดีแน่ๆ เลย

5. ระยะเวลาชำระหนี้ (Account payable day) คือ จำนวนวันโดยเฉลี่ยในการชำระเงินให้เจ้าหนี้ หรือกล่าวสั้นๆ คือ credit term ที่เราได้จาก supplier นั้นเอง ยิ่งนาน ยิ่งดี เพราะเราจะได้มีเวลาในการแปลงวัตถุดิบเป็นเงิน โดยที่ยังไม่ต้องจ่ายเงินค่าวัตถุดิบ

6. ระยะเวลารับชำระหนี้ (Account Receiveable day) คือ จำนวนวันโดยเฉลี่ยที่เรารับเงินจากลูกค้า หลังที่เราได้ส่งมอบความต้องการให้ลูกค้าแล้ว ยิ่งได้เร็ว ก็ยิ่งดี รับเป็นเงินสดได้ ก็ดีใหญ่

7. ระยะเวลาในการถือครองสินค้าคงคลัง (Inventory day) คือ จำนวนวันที่เราเก็บสินค้าคงคลังไว้ครอบครอง โดยสินค้าคงคลังที่กล่าวถึงนี้ ครอบคลุม ทั้งวัตถุดิบ สินค้าระหว่างผลิต และสินค้าสำเร็จรูป ยิ่งน้อย ยิ่งดี หลายบริษัทพยายามทำให้เกิด Zero inventory มีเครื่องมือหลายตัวนำมาใช้ เช่น JIT, Consignment, VMI, Cross docking แต่อย่าลืมสินค้าคงคลังมีไว้รองรับความไม่แน่นอน ยิ่งกระบวนการใดที่ขาดความแน่นอน ไม่ไว้วางใจ ทำให้เราต้องมีสินค้าคงคลังรองรับเพียบ

8. คุณภาพของวัตถุดิบ (Raw material Quality) คือ ความน่าเชื่อถือของวัตถุดิบที่จัดซื้อจัดหา จะต้องดีทั้งตอนตรวจรับ และการนำไปใช้งาน

9. การส่งมอบวัตถุดิบตรงเวลาและครบถ้วน ( Raw material in full and on time) คือ ประสิทธิภาพการทำงานของ supplier ที่นอกจากส่งของดีมาให้ใช้แล้ว ของดีเหล่านั้นต้องมาตรงเวลา และครบถ้วนตามเวลาที่กำหนดกันไว้

10. จำนวนวันถือครองวัตถุดิบ (Raw material inventory day) คือ ระยะเวลาที่เราเก็บสินค้าคงคลังประเภทวัตถุดิบไว้เพื่อรอใช้งาน ยิ่งเก็บไว้นานยิ่งไม่ดี ต้นทุนจม สภาพคล่องหาย วัตถุดิบก็มีโอกาสเสียหายได้ง่าย

11. ต้นทุนการจัดซื้อ (Purchasing Cost) คือ ต้นทุนการดำเนินงานต่างๆ ที่จ่ายไปเพื่อให้ได้วัตถุดิบมา เช่น ค่าแรงพนักงาน ค่าขนส่ง ค่า shipping ค่าประกัน... นั้นบางครั้งการสั่งซื้อแต่ละครั้งต้องดูด้วยว่าควรซื้อจากแหล่งใดที่ทำให้ต้นทุนการสั่งซื้อเหมาะสม ไม่ใช่ดูแต่ราคาวัตถุดิบอย่างเดียว

12. ต้นทุนวัตถุดิบทางตรง (Direct Material Cost) คือ มูลค่าของวัตถุดิบที่จัดซื้อ การมีแหล่งวัตถุดิบที่มีราคาต่ำ คุณภาพตามเกณฑ์ ย่อมนำซึ่งความได้เปรียบในการแข่งขัน เป็นหน้าที่ที่เราต้องพัฒนาร่วมกับ supplier เพื่อให้เกิดต้นทุนที่น้อยลงจำไว้เสมอครับ "Waste ที่ Source คือ Cost ที่เรา"

13. ต้นทุนแต่ละด้านต่อยอดขาย (Cost Details) คือ การวัดต้นทุนการดำเนินงานในแต่ละด้านต่อยอดขาย เช่น ต้นทุนคลังสินค้า ต้นทุนสินค้าคลัง ต้นทุนการผลิต ต้นทุนขนส่ง ต้นทุนคุณภาพ ต้องทุนการบริการจัดการ เป็นต้น ยิ่งเราแจกแจงได้ละเอียด ก็ยิ่งเป็นประโยชน์ ดังนั้นพื้นฐานื่สำคัญ คือบริษัทควรทำ  Activity Base Costing

14. อัตราการผลิตได้ตามแผน ( Scheduling Achievement) คือ ความสามารถด้านการผลิตที่สามารถดำเนินงานได้ตามแผนงานที่กำหนดไว้ โดย 2 ปัจจัยหลัก ที่ควรควบคุมคือ ประสิทธิภาพของเครื่องจักร ซื่งโดยปกติวัดผ่าน OEE และประสิทธิภาพการทำงานของคน เพื่อให้ได้เท่ากับหรือดีกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้

15. อัตราการใช้กำลังการผลิต  (Plant utilization) คือ การวัดเพื่อพิจารณาว่าสินทรัพย์ที่เราลงทุนไปทั้งเครื่องจักร อาคารสถานที่ ระบบอัตโนมัติต่างๆ ได้ถูกใช้เต็มกำลังความสามารถแล้วใช่หรือไม่

16. จำนวนวันถือครอง WIP และ FG คือ ระยะเวลาที่จัดเก็บสินค้าระหว่างผลิต (WIP)  และสินค้าสำเร็จรูป (FG) ไว้ในครอบครอง ยิ่งมีมาก จะไม่ดี เพราะต้นทุนจม สภาพคล่องหาย ความสูญเปล่าด้านอื่นๆ จะตามมา

17.ระยะเวลาในการดำเนินงานตามคำสังซื้อ (Order Cycle Time) คือ ระยะเวลารวมที่ใช้ในการดำเนินงานเพื่อส่งมอบความต้องการไปยังลูกค้า หรือ Lead time ของการทำงานนั้นเอง โดยปกติจะแบ่งเป็น 3 ส่วนหลักคือ  Lead time ในการผลิต, Lead Time ในการส่งมอบ และ Lead Time ในการจัดหาวัตถุดิบ แต่ถ้าหากใครสามารภแบ้งได้ย่อยกว่านี้ก็จะดียิ่งขึ้นครับ

18. อัตราความยืดหยุ่นหรือความคล่องตัวต่อการเปลี่ยนแปลง (Agility Rate) คือ ความสามารถในการปรับเปลี่ยนตามความต้องการที่เพิ่มขึ้น ลดลง เปลี่ยนรุ่น เลื่อนเข้า เลื่อนออก โดยสามารถปรับเปลี่ยนได้และตอบสนองได้รวดเร็ว แต่มีความเสียหายเกิดขึ้นน้อย

และเพื่อให้เกิดความเข้าใจมากยิ่งขึ้น ผมมี VDO และบรรยากาศที่ได้ไปบรรยายเรื่องตัวชี่วัดสมรรถนะที่ต้องควบคุมตลอดโซุอุปทานกับกิจกรรม Logistics Showcase ครั้ง 8 เมื่อ 18 ก.ค 60 มาให้ชมกันครับ

ไปดูกันได้เลยและขอให้มีความสุขกับการชมนะครับ



และต้องขอบคุณสำนักโลจิสติกส์ที่ได้ให้โอกาสไปร่วมแชร์องค์ความรู้ในครั้งนี้ด้วยนะครับ
#เรียนรู้ที่จะให้ก็สุขใจที่จะรับ #SCOR

วันอังคารที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

Supply Chain Excellence House : The Model of Supply Chain Management

สำหรับภาษาไทย

Many people who are interested in supply chain management still have a question in mind whether to develop supply chain management systematically.

This blog will be introduce about the model of supply chain management which integrated the concept of Lean,TQM and SCOR model plus the consulting experience in Thailand.

This supply chain management model was presented via the picture of house to explain the connectivity of activities that need to focus and take action in supply chain. See the picture for detail.
Supply Chain Excellence House : Model of Supply Chain Management 







The picture above is the model of supply chain management that have the structure for develop to be excellence following 
  1. Groundwork This section are skills development of the personnel to perform each task in accordance with the operational process. The components of skill development are three areas of importance: aptitude, experience, and training.
  2. Floor This section is the "supply chain information technology" management which must right information to use in the right situation and place. Organization must establish the system to manage and monitoring information that linked whole supply chain to be meet the needs of customers and corporate strategy. The Supply Chain information technology such as 
    • Software Systems 
    • Electronic Data Interchange (EDI) 
    • Material Requirements Planning (MRP)
    • Enterprise Resource Planning (ERP)
    • Supply Chain Management Systems (SCM)
    • Customer Relationship Management (CRM)
    • Internet-based Software
    • Network Infrastructure
    • Wide Area Network,
    • Internet (for E-commerce: B2B, B2C) etc.
  3. Process-Pillar This section are the primary management processes to organized,controlled and developed to be more effective. The processes contains selling / marketing, Plan,Source, Make, Deliver and Enable.
  4. Tools/Practice Pillar This section This section start with a simple tool and developed in the following order.
    • Waste Elimination. This is the Lean concept to eliminate the wastes whole Supply Chain 
    • Standard practice, Standard practices are how a wide range of companies have historically done business by default or happenstance.These well-established practices do the job, but don’t provide a significant cost or competitive advantage over other practices. Risk: Low, Results: Low
    • Best practices, Best practices are 'current', 'structured' and 'repeatable' practices that have had a proven and positive impact on supply chain performance. Risk: Moderate, Results: Moderate. 
    • Innovation practices, Innovation practices are the new creation technology, knowledge or radically different ways of organizing processes. Risk: High, Results: High. 
  5. Driven  Management Pillar This section are the various on management to drive all activities in organization and linked whole supply chain to promote systematic and consistent development to be effective. 5 driven managements are 
    • Policy Management 
    • Daily Management
    • Collaboration Management 
    • Risk Management 
    • Bottom-Up Activity such as 5S, Kaizaen, QCC
  6. Concepts/Core Value Pillar This section are the This section are the concepts, behaviors, core value of team should be created and embedded in the organization to achieve excellent performance. Core Values and concepts are the foundation for linking work processes under the same supply chain.
  7. Beam This section are the performance indicators to measure the process activities whole supply chain.The measurement is divided into 3 main groups and 7 attributes
    • External Focus :  The performance indication for response and support  the customer are including 3 attributes ; Reliability, Rapidly, Agility  
    • Internal Focus :  The performance indication for response and support  the organization are including 3 attributes ; Revenue, Cost, Asset Management Efficiency 
    • Social Focus :  The performance indication for response and support social and excellent foundation for environmental accounting and sustainable in the supply chain  
  8. Roof This section is Final result of improvement and development. This leads the organization to excellence in supply chain management. 
How do you feel about this "The Supply chain Excellence House"  the model of Supply chain Management?  Hope it's useful for you and someone who read this blog. If your have any question or advice, don't hesitate to contact me.

Mongkol  Patcharadamrongkul
Instructor/Consultant
Expert in Productivity Improvement, Logistics and Supply Chain Management,
Thailand, Tel 081-8476479, E-mail : naitakeab@gmail.com 

13 February 2018

SCOR 12.0 : Version ใหม่ล่าสุด ของการจัดการโซ่อุปทานจาก APICS

เมื่อ 11 ตุลาคม 2560 ทาง APICS ได้ประกาศเปลี่ยนแปลง Ver. ของ SCOR เป็น SCOR 12.0 ซึ่งน่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลง Version  ของ SCOR เป็นครั้งแรกหลังจากการ Merge กัน ของ SCC และ APICS เมื่อปี 2014 โดยภายใต้การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ มีหลายอย่างที่ได้พัฒนาปรับปรุง และน่าสนใจ อาทิ
  1. การเปลี่ยนรูปแบบการสร้าง Workflow เพื่อเชื่อมโยงการทำงานทั้ง Supply Chain โดยสามารถทำได้ผ่าน SCOR BPM Accelerator
  2. ปรับแแก้คำนิยามต่างๆในกระบวนการ Make, Deliver, Enable ให้เข้าใจ และเป็นนิยามที่ใช้กันทั่วไปมากขึ้น
  3. กำหนดให้ SCOR เป็นตัวแทนของการจัดการ Supply Chain และเป็น Element สำคัญใน Value Chain ของ APICS Framework
  4. Process-Hirarsky
    ที่มา : Supply Chain Operations Reference Model :SCOR Version 12.0, www.apics.org
  5. จัดทำ SCOR Process Hierarchy ให้เข้าใจได้ง่ายหน่อย ดังภาพ 
  6. ด้าน Performance มีการปรับเปลี่ยนตัววัด โดยการเปลี่ยน Total Cost To serve เป็น Total Supply Chain Cost (CO.1.1) และนำ Cost of Goods Sold (COGS) (CO.1.2) กลับมาอยู่ใน Performance Attribute Level-1 อีกครั้ง รวมทั้งปรับแก้ตัววัดหลัก Level-1 ด้าน Agility จาก 4 ตัวเหลือเพียง 3 ตัว
  7. scor-racetrack
    ที่มา : Supply Chain Operations Reference Model :SCOR Version 12.0, www.apics.org
  8. เพิ่ม SCOR Improvement Program and SCOR Racetrack เพื่อให้สะดวกในการนำไปเป็นแนวทางในการพัฒนาปรับปรุง
  9. มีการเพิ่ม Emerging Practice ใหม่่เข้ามาหล่ายตัว คือ
    1. BP.176 Omni-channel
    2. BP.177 Additive Manufacturing
    3. BP.178 Block Chain
    4. BP.179 Demand Driven MRP
    5. BP.180 Demand Driven S&OP
    6. BP.181 Digital Supply Chain
    7. BP.182 Internet of Things
    8. BP.183 Integrated Business Planning
    9. BP.184 Scenario Planning
    10. BP.188 SCM Object Synchronization – “3/4-way Match”
  10. มีการยกระดับหลักปฏิบัติเป็น Best Practice คือ
    1. BP.173 Supply Chain Risk Monitoring
    2. BP.174 Supply Chain Risk Assessment
    3. BP.175 Metadata
    4. BP.185 Cost of Quality
    5. BP.186 Data / Analytics
    6. BP.187 Supply Chain Finance
    7. BP.180 Demand Driven S&OP
    8. BP.181 Digital Supply Chain
    9. BP.182 Internet of Things
    10. BP.183 Integrated Business Planning
    11. BP.184 Scenario Planning
    12. BP.188 SCM Object Synchronization – “3/4-way Match”
ลองไปศึกษาเพิ่มเติมกันนะครับ ผมว่ามีหลายอย่างน่าสนใจ และทันสมัยมากขึ้น ง่ายต่อการใช้มากขึ้นด้วย และต่อจากนี้ เมื่อคุยเรื่อง SCOR ต้องบอกว่า SCOR 12.0 ไม่งั้นเชยแน่นอน 555..มีความสุขในการการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงตามเทคโนโลยีของโลกทุกคนนะครับ

สำหรับใครที่สนใจบทความเกี่ยวกับ SCOR Model นำองค์ประกอบของ SCOR ไปประยุกต์ใช้ ผมได้ที่เขียนไว้ สามารถเข้าดูเพิ่มเติมได้ที่นี้ครับ

  1. กลั่น SCOR Model : Model เพื่อการจัดการโซ่อุปทาน ให้เรียนรู้และเข้าใจ ใน 1 Page
  2. Supply Chain Excellence House (ตัวแบบสู่ความเป็นเลิศในการจัดการโซ่อุปทาน)

มงคล  พัชรดำรงกุล
วิทยากร/ที่ปรึกษา/ผู้เชี่ยวชาญการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน 
LineID : naitakeab, Tel 081-8476479 

วันเสาร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

Inventory Management efficiency Framework

สำหรับภาษาไทย

Most of executives and staffs who have the activities in the supply chain and logistics management have to involved in inventory management.

In management term, inventories are the asset that need to manage closely and effectively due to we spend more money to invest in the acquisition and hope to create value added for us. If we unfocused, the result are :

  • Inventories over demand -If we purchase/make to stock, the inventories costs will high and have risk to be outdated, expired, stolen, or lost,the money invested in inventories can not be exploited in other expense.
  • Inventories less than demand- If we kept too little inventories, risk to stock out or shortage. We will lose the opportunity to sell our products and got the money from customers. Moreover, our customer/our market may be replace by the competitors and finally we lost customer.
The necessary to kept inventory because we have to support the uncertainties case such as
  1. Market change
  2. Urgently required from customer
  3. Irregular / Error from Production
  4. Abnormal or wear of Machine
  5. Uncertainty of Supplier

The 5 uncertainties are difficult to control but we able to manage the inventories to be efficiency. How to do? These are the conceptual framework and the relation of  each activities about inventory management, see the picture for more details.

Inventory Management Efficiency Framework

From the picture above, the way to manage inventory effectively should do the following.
  1. Classification to use/not use.  The process of classification the existing inventories are still use or not use. This process like the step 1st S (S-Sort) of 5S concept.
  2. Re-Classification for use items. Once we know what inventories are still use.The next process is re-classify the group of inventories. Normally the inventory  classification techniques is "ABC Classification" but the actually we able classify by other segmentation such as VED (Vital-Essential-Desirable) or SED (Scarce-Difficult-Easy). See more details at "Because Inventory Classification is not only ABC"  
  3. Demand Forecast for each item After re-classify inventories, the next process is demand forecasting. The forecasting accuracy is the important criteria to be consider. Each organization, each time, it is not necessary to use the same forecasting technique. Select the right fit for the your organization.   
  4. Calculate Order Quantity / ROP/ SS. This process are the calculation of order quantity, Safety Stock (SS), ROP (Reorder point) . The technique is often use to calculate are EOQ, MRP, Fixed interval etc. And every time of your calculation, please consider the service level. The result will be efficiency.
  5. Define Parameters in ERP System  The current purchasing system usually works through ERP, so need to be check are update the parameters correctly. 
  6. Source/Purchase Execution  When everything is set, carry out the procurement according to the conditions that we set up. The next process is purchase execution. This process able to use people or e-procurement. depending on the business process of the organization. It should control the operation of the supplier to meet the conditions.
  7. Monitoring/Control/Continuous Improvement  In general, according to the principle of supply chain, key measurement requires that 5 aspects are Reliability, Fast response, Agility, Cost, and Asset management efficiency  See more details about key metric of supply chain performance at the Blog "Performance Pyramid : The key metric to manage and control whole Supply Chain"  The results of monitoring and control are the guidances for the continoues improvement. Many tools and practices able to used for the improvement. Finally, go back to review the inventory is always appropriate.
How do you feel about the conceptual and framework of this inventory management? Is able to make your process to be effective? Hope it's useful for you and someone who read this blog. If your have any question or advice, don't hesitate to contact me.


Mongkol  Patcharadamrongkul
Instructor/Consultant/Expert in Logistics and Supply Chain Management, Thailand 
Tel 081-8476479, E-mail : naitakeab@gmail.com 

10 February 2018

Data Literacy: ทักษะที่คนทำงานยุค AI ต้องมี (แต่ความจริงคือ...อาจไม่มีใครรู้จริง)

ในวันที่กระแส AI (Artificial Intelligence) พัดถล่มทุกวงการ ผมได้เห็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจและน่ากังวลไปพร้อมกัน ทั้งในมุมมองของคนรุ่นใหม่ที่ก...